วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553

การเดินทางของเหรียญสิบ


ภูริประนมมือจรดหน้าผาก หยิบเหรียญสิบที่มีรอยข่วนสามรอยในฝ่ามือตนวางลงบนฝ่ามืออวบอูมนิ้วสั้นป้อมที่แบหราอยู่ตรงหน้า เจ้าของมือยิ้มตาหยีฉ่ำเยิ้ม
“ไปให้มันทำไมเล่าพ่อหนุ่ม ไม่ได้บุญหรอก อีบัวลอยได้เงินเท่าไหร่ก็เอาไปซื้อเหล้าหมด”ป้าไลเจ้าของร้านขายข้าวแกงเท้าสะเอวบอก ลูกสาวแกกำลังคดข้าวให้ลูกค้า
ภูริแสดงอาการเงอะงะงึกงัก บัวลอยเดินออกจากร้านข้าวแกงไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ฉีกอยู่ระหว่างแก้มนูนเนื้อแดงกล่ำ เดินลากรองเท้าแตะฟองน้ำกับพื้นดินฝุ่นครืดๆ ลูกค้าบางคนเห็นชุดขาวปฏิบัติธรรมที่มีรอยด่างดำและส่งกลิ่นก็ยอมหลีกทางให้แกเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า
“ว่าแต่จะเดินไปไหนรึพ่อหนุ่ม เห็นสวมหมวกสะพายเป้ซะเต็มยศ”
“อ๋อ..เดินพิสูจน์ตัวเองน่ะครับ ผมอ่านเรื่อง เดินสู่อิสรภาพ ของ ท่าน ประมวล เพ็งจันทร์ แล้วประทับใจในตัวท่าน อยากจะเลียนแบบท่านบ้างน่ะครับ แต่ผมกลัวว่าตัวเองจะไม่รอดเลยพกเงินติดตัวมานิดหน่อย”ภูริตอบพลางเกาหัว หัวเราะแหะๆ
“เดินไปแล้วจะได้อะไรรื้อ?”ป้าไลถาม
“ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นการ เด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาวนะครับ แบบว่าเอ่อ..เอ่อ..”
“ถ้าพูดยากก็ไม่ต้องตอบฉันก็ได้ จะกินอะไรหน่อยไหม”
“ไม่ล่ะครับ ผมไม่มีเงินแล้วครับ”
“ต๊าย! ตัวเองไม่มีจะกิน ยังจะให้เงินอีบัวลอยไปซื้อเหล้ากินอีก”
“เอ่อ...ผมว่าผมไปก่อนดีกว่าครับ”ภูริยกมือไหว้ปาไล ส่งยิ้มให้ลูกสาวแก กระชับสายสะพายเป้เดินออกจากร้านไปทางซ้าย ซึ่งเป็นคนละทางกับที่บัวลอยเดิน
รอยยิ้มบัวลอยหุบหายกลายเป็นซึมศร้อยขณะเดินผ่านฝูงชนที่เดินคราคร่ำอยู่บนบาทวิถี ฝูงชนรีบเร่งและเร่งรีบยิ่งกว่าที่จะเดินออกห่างจากหล่อน หล่อนเดินเข้าร้านขายของชำ เฮียฮง ร้านที่บัวลอยมักจะมาซื้อเหล้าเป็นประจำ แต่ตอนนี้ที่คุมร้านอยู่เห็นมีแต่ไอ้จ่อย หลานชายเฮียฮงวัยเก้าขวบ
“ไอ้จ่อย ขายเหล้าให้ป้าหน่อย”
“ไม่ได้ครับป้า ผมอายุไม่ถึงสิบแปดขายเหล้าไม่ได้”
“ชะ! อย่ามากระแดะเป็นเด็กดีหน่อยเลยไอ้จ่อย ข้ายังเห็นเอ็งแอบจิบลีโอกับเพื่อนๆเอ็งอยู่เลย”
“ขายไม่ได้จริงๆป้า รอลุงกลับมาก่อน แป๊บเดียวเองจ้า”จ่อยไหว้ปะหลกๆ
บัวลอยมองหามุมเหมาะๆ ก็พบว่าตรงข้างประตูเข้าร้านซึ่งไอ้ดอกหมาพันธ์ทางหมอบหลับอยู่ ป้าบัวลอยทรุดนั่งลงข้างๆมันเอาแผ่นหลังพิงกำแพง ไอ้ดอกลืมตาเหลียวหมอบวูบหนึ่งแล้วฟุบหลับไปใหม่
“เฮ้อ”ป้าบัวลอยถอนใจยาว “ไม่มีใครเข้าใจข้าเลย ข้ามันจน มีผัวผัวก็ขี้เหล้าซ้อมข้าเอาๆ ก็มีแต่ช้างขวดสี่สิบบาทนี่แหละวะที่ช่วยย้อมใจให้ข้ามีชีวิตอยู่ต่อไป...เฮ้อ ในโลกนี้ก็มีแต่หมาอย่างเอ็งนั่นแหละที่รับฟังความในใจของข้า”
เพียงครู่เดียว เฮียฮงก็ขี่มองเตอร์ไซต์พ่วงกลับมา ไอ้จ่อยวิ่งมาต้อนรับอย่างออกนอกหน้ายิ่งกว่าไอ้ดอก เฮียฮงยอมขายเบียร์ช้างให้บัวลอยอย่างเสียไม่ได้ บัวลอยล้วงเงินออกมาได้สามสิบบาทวางลงบนฝ่ามือเฮียฮง ฝ่ามือเฮียฮงยังคงแบอยู่
“รอเดี๋ยว”ป้าบัวลอยเอานิ้วล้วงกระเป๋ากางเกงอย่างยากเย็นค่อยดึงเหรียญสิบออกมาได้ เหรียญสิบที่มีรอยข่วนสามรอย เฮียฮงยิ้มรับเงิน ป้าบัวลอยเดินลากขาจากไป เฮียฮงเก็บเงินสามสิบบาทลงลิ้นชักโต๊ะ แล้วยื่นเหรียญสิบให้ไอ้จ่อย
“ไปซื้อบุหรี่ให้อั๊วหน่อย เอาวอนเดอร์เขียว”
ไอ้จ่อยเบะปาก รับเงินเดินออกไปซื้อแต่โดยดี ปากพึมพำว่า “ใช้เด็กต่ำกว่าสิบแปดมาซื้อบุหรี่มันผิดกฏหมายชัดๆ” จากนั้นก็เดินทอดน่องไปตามบาทวิถี พื้นรองเท้าฟองน้ำกระทบพื้นเตาะแตะช้าบ้างเร็วบ้าง จนกระทั่งมาถึงจุดหมายปลายทางนั่นก็คือร้านนารานุสรณ์ ร้านขายของชำเกือบครบวงจรซึ่งใหญ่กว่าร้านของเฮียฮงมากนัก จ่อยเดินไปหยุดยืนหน้าเคาท์เตอร์โต๊ะเหล็ก เด็กหนุ่มวัยรุ่นกำลังหัวเราะคิกคักกับมุขการ์ตูนที่กางอ่านอยู่ในมือ
“วอนเดอร์เขียวสิบบาทพี่”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมา หยุดหัวเราะ ปั้นสีหน้าจริงจัง
“อีกแล้วเหรอไอ้จ่อย เอ็งน่าจะหาทางบอกให้เฮียฮงเลิกบุหรี่มั่งนะ มันไม่ดีต่อสุขภาพ”
“เอาไว้วันหลังเถอะพี่ วันไหนที่ลุงไม่ได้สูบ ลุงแกจะเครียดแล้วหันมาระบายที่ฉันอยู่เรื่อย”
เด็กหนุ่มวางการ์ตูน เปิดลิ้นชัก หยิบซองบุหรี่มาฉีกแล้วตอกออกมาสี่มวน ใส่ซองพลาสติกเล็กๆ ยื่นหมูยื่นแมวกับเหรียญสิบที่มีรอยข่วนสามรอย
“ขอบคุณครับ”เด็กหนุ่มพูดตามความเคยชิน จ่อยวิ่งเตาะแตะออกจากร้านไป
ยามบ่ายร้านนารานุสรณ์ค่อนข้างเงียบเหงา ยิ่งเป็นช่วงปิดเทอมด้วยแล้วลูกค้าส่วนใหญ่ที่เป็นนักศึกษาล้วนหายหน้าไปกันหมด เด็กหนุ่มคิดใคร่ครวญอย่างดีแล้วจึงตัดสินใจถอยมอเตอร์ไซต์ออกมา ขี่มุ่งหน้าไปยังร้านเช่าการ์ตูน
“เก้าบาทครับ”ชายร่างอ้วนเตี้ยผิวคล้ำนั่งประจำเคาท์เตอร์กล่าว คิ้วของเขาขมวดอยู่ตลอดเวลา
“ยิ้มมั่งก็ดีนะพี่ ไม่จำเป็นต้องจริงจังตลอดเวลาหรอก”
เด็กหนุ่มยื่นเหรียญสิบที่มีรอยข่วนสามรอยให้ แลกกับเหรียญบาทที่ถูกส่งมาทีหลัง เด็กหนุ่มเก็บเหรียญลงกระเป๋า เดินดุ่มๆไปขึ้นมอเตอร์ไซต์ รีบกลับไปเฝ้าร้านต่อ
ชายอ้วนเตี้ยผิวคล้ำกดเล่นหนังต่อจากที่หยุดชั่วคราวไว้เมื่อครู่ ผ่านไปซักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงกระดิ่งรถเข็นไอติม ชายอ้วนเตี้ยผิวคล้ำรีบลุกออกไปเรียกให้หยุดก่อน ในมือถือเหรียญสิบที่ยังไม่ได้เก็บใส่เก๊ะเมื่อครู่
“เอาใส่ขนมปังหนึ่งอันครับ”
ลุงขายไอติมผิวดำแดงร่างผอมเกร็ง โพกผ้าคร่ำคร่าไว้บนศีรษะ ตักไอศกรีมใส่ขนมปังประกบสองแผ่น โรยถั่วราดนมเสร็จสรรพ
“สิบบาทครับ”
ชายอ้วนเตี้ยผิวคล้ำรับไอติมขนมปังมาแล้วถามว่า “ลุงเป็นคนที่ไหนเหรอครับ สำเนียงฟังดูเหน่อๆ”
“ลุงมาจากชัยนาทนู่นแน่ะ”ลุงขายไอติมตอบอย่างกระตือรือร้น “พอดีได้เมียที่นี่เลยต้องย้ายตามมาปักหลักที่นี่ใหม่”
“อื้อหือ ขยันจังนะครับลุง ปรกติขายเสร็จกี่โมงครับ”ชายอ้วนเตี้ยผิวคล้ำถามพลางกัดกินขนมปังผสมไอติมไปด้วย
“ก็อีกราวๆชั่วโมงก็จะเข็นไปส่งโรงงานแล้ว”ชายขายไอติมมองพินิจพิจารณาครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ชอบกินไอติมใช่ไหม”
“ครับ ผมมีความทรงจำที่ดีกับไอติมในตอนเด็กๆน่ะครับ”
“คงจะใช่ล่ะ เห็นตอนกำลังกินหน้าตาดูมีความสุข คิ้วไม่ขมวดเหมือนทุกที”
ชายอ้วนเตี้ยผิวคล้ำกลับไปนั่งประจำเคาท์เตอร์ ลุงขายไอติมก็เข็นรถเดินต่อไป อากาศยามบ่ายร้อนจนเหนียวตัว พอเดินผ่านแถบที่อยู่อาศัย ลุงก็จะสั่นกระดิ่งเป็นระยะๆ ล้อรถและสองเท้าของลุงหมุนและก้าวเดินบนริมถนนใกล้กับขอบบาทวิถี ซ้ายมือรถราแล่นผ่าน ขวามมือผู้คนสัญจรผ่าน จนกระทั่งอีกห้าร้อยเมตรจะถึงโรงงาน ก็มีเด็กชายคนหนึ่งอายุราวสิบสองปีเรียกให้ลุงหยุดรถ เด็กชายแต่งตัวค่อนข้างดี เสื้อยืดสีขาวลายปลาปิรันย่ากระโจนอ้าปากเหนือน้ำ กางเกงขาสั้นพ่วงกระเป๋าพะรุงพะรัง รองเท้ากีฬาสีดำมีโลโก้ยี่ห้อเป็นรูปเสือจากั้ว
“เอาใส่ถ้วยอันหนึ่งครับ ใส่ข้าวเหนียวกับลูกชิด”
“ได้เลยหนู ข้าวเหนียวกับลูกชิด”
ลุงขายไอติมตักให้เสร็จสรรพ ส่งไอติมในถ้วยพลาสติกสีขาวให้ เด็กชายให้แบ๊งค์ยี่สิบ ลุงขายไอติมล้วงเอาเหรียญสิบที่มีรอยข่วนสามรอยจากกระเป๋าสะพายทอนให้
“ลุงครับ ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับว่า โรงแรมเอ็มมานูเอลไปทางไหน”
“อ่า ลุงก็บอกทางคนไม่ค่อยเป็นเหมือนกัน หนูจะไปโรงแรมนั่นทำไมเหรอ”
“ผมพักที่นั่นครับ พ่อแม่ผมอยู่กับแขก เลยให้ผมออกมาเดินเล่นก่อน ผมเดินไปเดินมาก็จำไม่ได้แล้วว่าโรงแรมมันอยู่ทางไหน”
“เอาอย่างนี้ หนูเดินไปกับลุงดีกว่า ลุงจะพาไปส่ง”
“เย่!”เด็กชายกระโดดสั้นๆ ชูมือสองข้าง “ขอบคุณครับ”
ลุงขายไอติมกับเด็กชายเดินเลาะทางเข้าโรงแรมที่ทอดตัวฉวัดเฉวียนโอบล้อมสวนหญ้าเล็กๆไว้ โรงแรมโอ่โถงระดับสี่ดาว ประตูกระจกใสเลื่อนเปิดปิดอัตโนมัติ บริเวณหน้านั้นมีพนักงานโรงแรมชายสองคนประจำอยู่ เสื้อสีแดง กางเกงสีดำ และหมวกลักษณะคล้ายหมวกตำรวจ คนหนึ่งประจำแฟ้มรายชื่ออะไรบางอย่างบนโต๊ะป้ายเล็กๆ อีกคนยืนคอยขนของให้กับแขก
“มาถึงแล้วหนู ส่งให้ถึงที่เลยล่ะคราวนี้”ลุงขายไอติมพูดพลางสั่นกระดิ่ง
“ขอบคุณครับ ลุงอยากเจอพ่อกับแม่ผมมั้ย”
“อ่า ไม่ล่ะ สารรรูปอย่างลุงเขาไม่ให้เข้าโรงแรมหรอก”
เด็กชายวิ่งเตาะแตะไปที่ประตู ในระหว่างนั้นก็ได้ยินพนักงานโรงแรมคนหนึ่งสั่งไอติมแบบใส่ขนมปัง เด็กชายวิ่งผ่านล็อบบี้โรงแรม เบี่ยงตัวหลบอย่างสวยงามในจังหวะที่เกือบชนกับแขกต่างชาติผิวสีคนหนึ่ง เด็กชายวิ่งขึ้นบันไดขนาดใหญ่ ปูพื้นด้วยพรมสีแดง ทอดตัวสู่ชั้นสอง เด็กชายวิ่งเข้าภัตตาคารอาหารจีน เห็นว่าพ่อแม่ของตนในชุดสูทสีดำกำลังลุกขึ้นจับไม้จับมือกับแขก ขณะนั้นสาวเสิร์ฟในชุดแพรสีชมพูก็ถือกระเป๋าหนังเล็กๆเดินเข้ามาที่โต๊ะ เด็กชายเดินเข้าไปหาที่โต๊ะด้วย สาวเสิร์ฟเปิดกระเป๋าออกเผยให้เห็นใบเสร็จและเงินทอนจำนวนหนึ่ง ชายวัยกลางคนศีรษะล้านหยิบเงินทอนในนั้นออกมา เด็กชายเดินรี่เข้าไปวางเหรียญสิบที่มีรอยข่วนสามรอยในกระเป๋าหนังนั้น สาวเสิร์ฟหันมายิ้มให้เด็กชายอย่างเอ็นดู เด็กชายหัวเราะฮี่ฮี่
“อ้าว อ้น สวัสดีเพื่อนๆพ่อหน่อยสิ ..อ้า..นี่ลูกผมเองครับ ชื่อ อ้น”
สาวเสิร์ฟไหว้ขอบคุณ พอแขกโต๊ะนี้จากไปหมดเธอก็กลับเข้าไปหลังร้าน บ่ายสามโมงแล้วหมดชั่วโมงทำงานของเธอพอดี หญิงสาวเปลี่ยนเป็นชุดลำลองแล้วเดินออกจากโรงแรมทางด้านหลัง ซึ่งมีสภาพไม่ค่อยโสภาผิดแผกจากด้านหน้าลิบลับ เธอเดินบนบาทวิถี กลมกลืนไปกับผู้คนที่สัญจรไปมา ขณะเดินผ่านร้านก๋วยเตี๋ยวตะแคงถ้วย เธอหยุดมองเด็กชายตัวเล็กสวมเสื้อกล้ามสีเซียดขาดวิ่น เนื้อตัวมอมแมม พยายามขายพวงมาลัยแต่ก็โดนลูกค้าส่วนใหญ่ไล่ เจ้าของร้านเห็นดังนั้นก็ไล่ออกไปจากร้านเช่นกัน ขณะที่เด็กชายเดินก้มหน้าสวนกับหญิงสาว หล่อนก็เอ่ยขึ้นมาว่า
“หนูจ๋า พี่ซื้อพวงมาลัยอันหนึ่งได้มั้ยจ๊ะ”
เด็กขายพวงมาลัยมีท่าทีกระตือรือร้นยินดี ยื่นพวงมาลัยร้อยดอกมะลิให้
“พวงเท่าไหร่จ๊ะ”หญิงสาวถามอย่างอ่อนโยน
“ยี่สิบบาท”
หญิงสาวเปิดกระเป๋าสตังค์ล้วงเอาเหรียญสิบออกมาสองเหรียญ เมื่อซื้อขายเสร็จสิ้นหญิงสาวก็เดินต่อ เด็กขายพวงมาลัยกึ่งเดินกึ่งกระโดดไปยังมุมสี่แยกไฟแดงๆ ที่นัดพบปะของเหล่าเด็กขายพวงมาลัย เด็กขายพวงมาลัยรุ่นพี่เพิ่งแตกหนุ่มกำลังจับกลุ่มคุยกัน
“ผมขายพวงมาลัยพวงแรกได้แล้วพี่”เด็กขายพวงมาลัยป่าวประกาศอย่างภาคภูมิใจ
“แค่ขายได้อันเดียวอย่าเพิ่งได้ใจไป”เด็กขายพวงมาลัยรุ่นพี่ที่แก่ที่สุด พูดขึ้น “ว่าแต่ได้มายี่สิบบาทใช่ไหม”
เด็กขายพวงมาลัยพยักหน้า เด็กขายพวงมาลัยรุ่นพี่พูดต่อ
“เอามาให้กูม่ะ พวกกูอยากบุหรี่อยู่พอดี”
“ได้ยังไง นี่เป็นเงินที่ผมหามาเอง”
“เอ๊ะ! ไอ้นี่กล้าขัดกูเหรอวะ”
เด็กตัวโตเดินไปตบหัวเด็กตัวเล็ก เด็กตัวเล็กพยายามสู้แต่สู้ไม่ได้ในที่สุดก็ร้องไห้ออกมา เพื่อนๆของเด็กตัวโตพากันหัวเราะ
“ให้กูตั้งแต่แรกมึงก็ไม่ต้องเจ็บตัวแล้ว”
เด็กโตถีบก้นเด็กตัวน้อยถลาไปข้างหน้า เด็กตัวน้อยกล้ำกลืนน้ำตาเดินไปขายพวงมาลัยต่อ
“พวกมึงรอกูแปบบ เดี๋ยวกูไปซื้อบุหรี่เสียหน่อย”
เด็กโตฝากพวงมาลัยไว้กับเพื่อน เดินถึงตรงมุมก็เลี้ยวซ้ายเดินไปตามบาทวิถี ถึงจุดที่เป็นร้านข้าวต้มหนึ่งบาทคนค่อนข้างแน่น เด็กโตเดินไปชนกับคนขายล็อตเตอรีตาบอดเข้า ทั้งสองฝ่ายต่างล้มลงก้นจำเบ้า เหรียญสิบเหรียญหนึ่งหล่นออกจากกระเป๋าเด็กตัวโต กลิ้งไปหยุดตรงมุมขาเก้าอี้พลาสติกตัวหนึ่ง
“มึง!..”
“ขอโทษครับ”คนขายล็อตเตอรีระล่ำระลัก
เด็กตัวโตคิดจะระบายอารมณ์ใส่ แต่เห็นคนมองมาเยอะเลยเปลี่ยนเป็นช่วยประคองชายขายล็อตเตอรี่ขึ้น และเก็บล็อตเตอรี่ที่ตกบางส่วนใส่ในถาดสะพายเหมือนเดิม เด็กตัวโตเดินจ้ำอ้าวจากไป ชายขายล็อตเตอรี่ตาบอดยังคงขายล็อตเตอรี่ต่อไป เหรียญสิบที่มีรอยข่วนสามรอยยังอยู่ที่มุมขาเก้าอี้เช่นเดิม
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ลูกค้าของร้านข้าวต้มเริ่มซาลงจนเงียบสงบ ภูริเดินผ่านมา เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะ ปากแห้งซีดหอบแฮ่กๆ ก้าวเดินอย่างระโหยโรยแรง ปากพึมพำว่า “น้ำ น้ำ อยากกินน้ำหวานๆเติมพลัง” ทันใดนั้นเขาเหลือบไปเห็นเหรียญสิบตรงมุมขาเก้าอี้เข้า เขาทำหน้าลำบากใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเก็บมันใส่กระเป๋ากางเกง
“เฮ้อ! สุดท้ายเราก็ต้องยอมตกเป็นทาสของเงินจนได้”
ภูริเดินต่อไปตามบาทวิถีจนถึงร้านน้ำผลไม้ปั่น เขียนโชว์ราคาว่าแก้วละสิบบาทพอดี ภูริหยิบเงินออกมากำในอุ้งมือ แล้วเดินไปสั่งกับเจ้าของร้าน
“น้ำส้มปั่นสิบบาทแก้วหนึ่งครับ”
เจ้าของร้านเป็นชายเล่นกล้ามไว้หนวด สวมเสื้อกล้ามสีขาว ผสมน้ำส้มสำเร็จรูปจากขวดแก้วและส่วนผสมลงในแก้วตวงเล็กๆ จากนั้นเทลงไปรวมกับน้ำแข็งในเครื่องไป ขณะที่เครื่องปั่นส่งเสียงครางทำงานของมัน เจ้าของร้านก็ถามขึ้นว่า
“จะเดินทางไปไหนล่ะไอ้น้อง”
“อ๋อ ไม่มีจุดหมายที่แน่ชัดหรอกครับ ผมต้องการเดินเพื่อพิสูจน์ตัวเอง คือผมอ่านหนังสือเรื่อง การเดินสู่อิสรภาพ ของ อาจารย์ ประมวล เพ็งจันทร์ แล้วผมประทับใจ เลยอยากลองทำตามดูบ้างน่ะครับ”
“แต่อาจารย์ประมวลเขาไม่ได้พกเงินตอนเดินทางนี่”เจ้าของร้านท้วง
“ผมยังกลัวว่าตัวเองจะไม่รอดน่ะครับ เลยพกมานิดหน่อย”ภูริสารภาพ หัวเราะแหะๆ
“ตอนนี้ทั้งตัวมีเงินเท่าไหร่ล่ะ”
“มีอยู่สิบบาทนี่แหละครับ”
เจ้าของร้านหยุดพูด เทน้ำส้มปั่นใส่แก้วพลาสติกอ่อน เสียบหลอดปากแหลมแล้วยื่นส่งให้ภูริ
“แก้วนี้พี่ให้ฟรี เก็บเงินสิบบาทของน้องไว้เถอะ”
“จะดีเหรอครับพี่”
“พี่ชอบที่น้องกล้าทำอะไรแบบนี้ ในปัจจุบันที่สังคมเราเป็นแบบนี้ พี่อยากมีส่วนร่วมในการเดินทางด้วยน่ะ”
“ขอบคุณมากครับ”ภูริเอ่ยปากพลางยิ้มกว้าง
ภูริเดินต่อพลางดูดน้ำส้มปั่นไปพลาง ความกระหาย ความร้อน และความอ่อนแรงได้รับการบรรเทา สติก็เริ่มแจ่มใสยิ่งขึ้น ขณะที่ภูริเดินข้ามสะพานลอย มีเด็กหญิงตัวน้อยๆสวมชุดนักเรียนซอมซ่อกำลังนั่งเอาหลังพิงขอบสะพานเป่าแคน ขันทองเหลืองบุบๆที่ไม่มีเงินสักแดงวางไว้ตรงหน้า ภูริหยุดยืนอยู่ตรงหน้า หยิบเหรียญสิบที่มีรอยข่วนสามรอยขึ้นมาดู
“รู้สึกผูกพันกับเหรียญสิบเหรียญนี้ยังไงก็ไม่รู้แฮะ ”ภูริพึมพัมก่อนจะค่อยๆ วางเหรียญลงในขัน แล้วก้าวเดินต่อไป
ทันทีที่เด็กหญิงตัวน้อยได้รับเงินสิบบาท เธอก็รีบเก็บแคนและขันวิ่งแจ้นลงสะพาน เธอตั้งใจไว้ว่าจะเอาเงินสิบบาทไปแลกกับพารเซตตามอลหนึ่งแผง ไปให้แม่ของเธอที่กำลังไม่สบาย

2 ความคิดเห็น:

  1. น้องมึน

    พี่คิดว่าเข้าใจนะ

    ไม่มีอะไรแต่มีอะไร ชอบค่ะ

    ดีค่ะ น้องคิดดีเนอะ

    ภูรินี่เขียนเก่งนะ

    เดินต่อไปค่ะบนถนนสายกระดาษ


    เหรียญสิบ จะมีไม่มี
    พี่ว่าให้มันเป็นเส้นคอร์ดดีไหม
    แต่มิให้มันเป็นจุดศูนย์กลาง

    อืม ชอบนะ

    ตอบลบ
  2. ชอบเรื่องที่ดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จบแบบนี้จัง
    เรื่องราวธรรมดาที่ไม่ธรรมดาของนายเหรียญสิบ ^^

    อ่านแล้วรู้สึกว่าโอกาสหนึ่งที่เราหยิบยื่นให้ใครสักคนไปมันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกันนะ? บางทีถ้าเราเกิดตัดสินใจอะไรสักอย่างลงไปที่ไม่เป็นไปตามเรื่องนี้ มันก็อาจจะไม่เป็นแบบนี้ก็ได้? น่าคิด ๆ ^^

    ตอบลบ