วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วิจารณ์หนังสือ แพนด้า ของ ปราบดา หยุ่น


นวนิยายที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับบันทึกของนาย แพนด้า  ชายหนุ่มอายุ 27 ปี ที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายแพนด้า ทำงานเป็นนักเขียนบทให้กับบริษัทผลิตหนังแผ่นทุนต่ำ  ได้ค้นพบว่าความจริงแล้วตนเองมาจากดาวดวงอื่นที่มีชื่อว่า แพนด้า พลาเน็ต  และเขาก็สงสัยว่าน่าจะมีบางคนในโลกใบนี้มาอยู่ผิดดาวเช่นเดียวกับเขา  แพนด้าจึงคิดหาวิธีสื่อสารกับชาวแพนด้าพลาเน็ตในโลกใบนี้  ซึ่งวิธีที่เขาเลือกใช้ก็คือ การเขียนบทหนังแผ่นทุนต่ำ  โดยแฝงความหายของการอยู่ผิดดาวและมุ่งกลับดาวบ้านเกิดของตนลงไป   

เรื่องนำเสนอผ่านรูปแบบการเขียนบันทึกชีวิตประจำวัน  ที่มีการดำเนินเรื่องราวผ่านการบอกเล่าแบบมุมมองบุคคลที่หนึ่งของตัวละครเอกที่ชื่อ แพนด้า  ร่วมไปกับการสอดแทรกความคิดเห็นของผู้เขียนที่มีต่อสังคมผ่านการระบายความคิดของตัวละครภายในเรื่อง  อย่างเช่น ความคิดเห็นของเฮียเล้ง   เจ้าของบริษัทหนังแผ่นที่มีต่อรูปแบบสังคมในปัจจุบัน ความรวยความจน  หรือแม้แต่ความคิดของ แพนด้า ที่เขียนระบายในบันทึก   ผู้เขียนต้องการนำเสนอการค้นหาตัวของตัวเองให้พบซึ่งเปรียบได้กับการที่ แพนด้า ได้ค้นพบว่าตัวเองมาจาก แพนด้า พลาเน็ต   และเราสามารถอยู่ในดาวของตนเองได้ ในขณะเดียวกันก็อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมไปด้วย  โดยอาศัยการเปลี่ยนมุมมองและความคิดของตนเอง  เม็ดสิวที่เป็นปุ่มสำหรับติดต่อสื่อสารกับแพนด้าพลาเน็ต  ก็เป็นเทคนิคหนึ่งของผู้เขียนที่ใช้เชื่อมความเหนือจริงเข้ากับความเป็นจริง  ให้อิสระกับผู้อ่านในการคิดว่า แพนด้า พลาเน็ต อาจจะเป็นดวงดาวที่มีตัวตนจริงๆ หรือไม่ก็เป็นเพียงความนึกคิดของ แพนด้า  เป็นผลให้ผู้อ่านไม่เกิดความรู้สึกขัดแย้งกับบันทึกธรรมดาของ แพนด้า  ผู้เขียนให้ความสำคัญกับความคิดของตัวละครมากที่สุด  รองลงมาเป็นเนื้อเรื่องและการกระทำ  ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับฉากเสียเท่าไหร่

แพนด้า เป็นนวนิยายอ่านสนุก ที่แฝงข้อคิดที่น่าสนใจ  รวมถึงมุมมองต่อสังคมของผู้เขียนที่แทรกไว้ตามเรื่องก็ชวนให้คิดตาม  มีมุขตลกแบบเสียดสีแทรกไว้เป็นระยะๆทำให้อ่านแล้วไม่เบื่อ  เนื้อเรื่องการตามหาพวกพ้องร่วมดาวของ แพนด้า ดูน่าสนใจแต่ทว่ายังไม่เข้มข้นพอ  เนื่องจากผู้เขียนให้ความสำคัญกับความคิดและมุมมองระหว่างทางมากกว่าเดินตามเนื้อเรื่อง  ทำให้บางครั้งรู้สึกว่าเนื้อเรื่องดำเนินอย่างเอื่อยๆและหลวมๆ  ขาดความน่าติดตามไปบ้าง  แต่โดยรวมแล้วอ่านสนุกให้ข้อคิดที่ดี  และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง

ให้คะแนน 7.5/10

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ป้อฮับ แม่ฮับ ป๋มตัดทรงโมฮอคมาฮับ




ครั้งหนึ่งตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย ผมเคยคิดว่าจะลองตัดผมทรงนี้ดูสักครั้งในชีวิต  และก็แอบคิดอยู่ลึกๆเรื่อยมาจนปัจจุบันตอนนี้จะขึ้นชั้นปีที่ 4 ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้ว  อยู่ในช่วงปิดเทอมกำลังจะเปิดเทอม ช่วงนี้เองที่ผมเริ่มตระหนักแล้วว่าถ้าไม่ตัดทรงนี้ในช่วงนี้  วันหน้าจะไม่มีโอกาสได้ตัดอีกแล้ว   เพราะถ้าเปิดเทอมแล้วตัดทรงนี้เข้าคณะก็จะถือเป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่  ปิดเทอมปีหน้าต้องฝึกงานเป็นส่วนใหญ่ไม่รู้จะมีเวลาได้ตัดหรือเปล่า  จบออกไปทำงานเป็นเภสัชกร  ขืนตัดทรงนี้คนไข้ก็จะกลัวเอาเปล่าๆ  ถึงจะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ไม่ตัดก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ลึกๆในใจมันท้าทายตัวผมอยู่ตลอดเวลา "มึงกล้าตัดหรือเปล่าไอ้วิน  ถ้าไม่ตัดตอนนี้ก็จะไม่ได้ตัดอีกแล้วนะเว้ย" ความจริงผมจะเมินเฉยทำเป็นไม่สนใจก็ได้  แต่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจลองตัดผมทรงนี้ดูในที่สุด

พอตัดเสร็จมีเด็กวัยรุ่นสองคนต่อคิวตัดต่อจากผม  มันสองคนหัวเราะกันใหญ่ แต่ไอ้คนหนึ่งก็รีบเตือนเพื่อนว่า "เดี๋ยวโดนตีนะเว้ย" ผมหันไปมองหน้าเป็นเชิงจะบอกว่า "ไม่เป็นไร ตูไม่คิดมาก" แต่พอมองหน้าปุ๊บมันก็หุบยิ้มรีบหันไปทางอื่น  ก็ไปออกกำลังกายที่สนามกีฬาเทศบาลต่อ  รู้สึกว่ามีคนมองตั้งแต่เข้าสนามยันออกจากสนาม  ระหว่างกลับก็เตรียมใจอยู่แล้วว่าพ่อกับแม่ต้องรับไม่ได้  แล้วก็จริงดังคาด ได้รับคำด่าว่าจากพ่อและแม่มาคนละชุด  พ่อด่าประมาณว่าผมชักจะเพี้ยนแล้ว  คราวหน้าต้องควบคุมความประพฤติให้มากๆ  ส่วนแม่จะด่าแบบเจ็บ " ไม่เห็นคุณค่าในตัวเองใช่มั้ย  ถึงต้องไปตัดผมให้คนอื่นเขาสนใจมอง"  เข้าบ้านได้แป๊บเดียวพ่อก็ไล่ไปตัดทิ้งเสียแล้ว  ผมต่อรองกับพ่อว่าจะตัดพรุ่งนี้เพราะจะถ่ายรูปเก็บเอาไว้ก่อน   เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยตัดผมทรงนี้มาแล้ว

ถึงจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆไม่ถึงหนึ่งวันเต็ม แต่ผมกลับรู้สึกได้เรียนรู้อะไรจากผมทรงนี้    เมื่อเปลี่ยนทรงผมก็รู้สึกว่าความคิดที่เรามีต่อตัวเราและโลกใบนี้มันเปลี่ยนไป   ได้สัมผัสอารมณ์แบบเป็นตัวของตัวเองไม่ต้องแคร์สังคม  และก็มีอิทธิพลต่อความคิดของคนอื่นเป็นอย่างมาก  ผมรู้สึกได้ว่าหลายคนตัดสินผมไปแล้วตั้งแต่แรกเห็น เรียกว่าการเหมารวม(sterotype) ไอ้นี้ตัดผมทรงนี้มาแสดงว่ามันเปรี้ยวแน่  อย่างไอ้น้องสองคนที่หัวเราะ  มันก็คิดว่าถ้าหัวเราะเกินงามจะโดนผมตีเอา  ซึ่งตัวผมจริงๆไม่ทำแบบนั้นแน่นอนเพราะไม่ใช่ตัวตนของผม   และหลายคนก็มองผมแต่ไม่กล้ามองแบบตรงๆ  สายตาเหล่ามองผมด้วยแววตาที่สะท้อนความรู้สึกที่ต่างจากตอนที่ผมตัดทรงธรรมดา   ความคิดที่ผมมีต่อตนเองกับความคิดที่คนอื่นมีต่อผมมีความสัมพันธ์กันอย่างน่าประหลาด    เมื่อไปไหนมาไหนแล้วมีแต่คนมองด้วยสายตาแปลกๆ  ผมก็ปรับตัวตามโดยเปลี่ยนความคิดตนเองให้ไม่แคร์สายตาคนรอบข้างเท่าไหร่   ถึงจะเป็นแค่เรื่องทรงผมซึ่งเป็นแค่ขนบนหัวที่รูปทรงเปลี่ยนไป  แต่การจะตัดผมทรงหนึ่งคุณก็ต้องแลกด้วย "อัตลักษณ์" บางอย่าง   อย่างเช่นการตัดผมทรงโมฮอค   ผมอาจจะได้เป็นเป้าความสนใจ  อาจจะรู้สึกสะใจ  เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น กล้าทำอะไรห่ามๆมากขึ้น แต่จะให้คนอื่นมาให้เกียรติผม  มองว่าผมเป็นคนดี อยากคุยด้วยนั้น  ถือว่ายาก

ไม่รู้ว่ากลไกลอะไรของสังคมที่เป็นตัวกำหนดว่า ผมทรงนี้ แต่งตัวแบบนี้ต้องเป็นพวกเด็กมีปัญหานะ  อาจจะมาจากสื่อโทรทัศน์ที่เราเคยเห็นแบบอย่างจากภาพยนต์  เห็นจากข่าวตอนเด็กแว๊นถูกจับ  หรืออาจจะเป็นสัญชาตญาณของคนเราที่ถูกกระตุ้นด้วยสีสันและรูปร่างที่ไม่ราบเรียบสม่ำเสมอเหมือน ผมรองทรง หรือ การใส่สูท  ทั้งๆที่คนที่สักเต็มตัวหลายคนก็มีอัธยาศัยดีกว่าคนใส่สูท     ผมก็ลองคิดดูขำๆว่าถ้าบังเอิญในสมัยหนึ่งมีหมอที่รักษาคนไข้เก่งมากจนชื่อเสียงโด่งดัง โดยที่ลักษณะเด่นของหมอคนนี้คือผมทรงโมฮอค  ไม่แน่ว่าหลังจากนี้ สายวิทยาศาสตร์สุขภาพอาจจะตัดทรงโมฮอคกันหมดก็ได้  ถ้าเป็นเช่นนี้ผมทรงโมฮอคก็อาจจะกลายเป็นทรงผมที่ดูสุภาพ  ในอีกมุมหนึ่งพวกที่อยากเป็นของตัวเอง  อยากฉีกจากกรอบเดิมๆให้ไม่เหมือนใคร  ก็อาจจะหันไปตัดผมรองทรงกันก็ได้  แล้วพอมีใครตัดรองทรงมา ก็อาจจะถูกเหมารวมเอาได้ว่า "ไอ้นี่มันเปรี้ยวนี่หว่า"

แต่สุดท้ายจริงๆมันก็แค่ รูปร่างของขนบนหัว  เป็นแค่ด่านแรกของการตัดสินว่าคนๆหนึ่งเป็นอย่างไร  แค่นั้นแหละครับ

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ระหว่างทางสู่ความอิ่ม..ดับกระหาย...และหายหื่น




ทั้งๆที่กินข้าวกลางวันแบบข้าวกล่องเข้าไมโครเวฟที่ซื้อจากเซเว่น และแตงโมสองผีกใหญ่ที่ซื้อจากรถเข็นด้านหน้า  อีกทั้งสเลอปี้แก้วเล็กอีกแก้วหนึ่ง  รวมแล้วที่กินไปก็ไม่ใช่น้อยๆเลย   แต่ไม่รู้ทำไมเวลาราวบ่ายสามโมงครึ่งกลับรู้สึกหิวจนแสบท้อง  ยืนเลือกรสบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่บ้านอยู่พักหนึ่ง(พอดีว่าที่บ้านเปิดร้านขายของชำครับ) เลือกได้ไวไวรสต้มยำกุ้งซองสีเขียวเพราะคิดถึงรสชาติเผ็ดเล็กน้อย มันๆและหอมกลิ่นกะทิ   จับไวไวลงหม้อพร้อมกับไข่ตามขั้นตอนการต้มที่เคยชิน  ทว่าตอนกำลังจะใส่เครื่องปรุงนั่นเอง  ซองผงกะทิสีขาวที่ปรกติมันจะแถมมาให้  คราวนี้กลับไม่มีแถมมาในซอง  คาดว่าน่าจะเกิดจากความผิดพลาดในขั้นตอนการบรรจุของบริษัท   ทำให้ได้ไวไวต้มยำกุ้งที่รสชาติแสนธรรมดา  แค่คำว่าธรรมดายังไม่พอ ต้องใช้คำว่า ธรรมด๊าธรรมดา   กินไปอย่างเซ็งอารมณ์นิดหน่อย  พอกินเสร็จก็อิ่ม  อิ่มแล้วก็ไม่เซ็งอีกต่อไป  รสชาติที่ผ่านมาไม่ได้มีความสำคัญอะไรแล้วเพราะตอนนี้อิ่ม   ไอ้ตอนนี้นี่เองพลันคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จนเป็นเหตุให้ต้องมาเขียนบทความนี้ในที่สุ
อันความอยากของคนเรานั้นไซร้  มีช่องทางการตอบสนองของคนเราได้หลายทางไม่ว่าจะเป็น  หู ตา จมูก ลิ้น หรือ สัมผัส  สำหรับผู้ชายเวลาที่แรงขับดันตามธรรมชาติมันเรียกร้อง  แล้วเห็นผู้หญิงสวยเซ็กซี่  ความหื่นก็บังเกิด  ถ้าหน้ามืดจริงๆจะให้เสียเงิน  อ้อนวอน ไปรับไปส่ง หรือฉุดกระชากยังไงก็ช่าง  ได้หมด  ขอแค่ได้ตอบสนองความอยาก(หื่น)ที่มีอยู่ภายใน  แต่พอความหื่นจบไป  ระหว่างทางที่กำลังปลดเปลื้องความหื่นนั่นก็หมดความสำคัญลง  ลองสมอยากแล้วถ้าผู้หญิงยังเรื่องมาก  อาจจะโดนถีบตกเตียงได้

"สิ่งที่มีค่าของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย  แต่อยู่ที่การดื่มด่ำไปกับระหว่างทาง"  ประโยคนี้หลายคนไม่ค่อยได้ใช้กับการทำงานหรือตามความฝันเท่าไหร่   แต่เกือบทุกคนมักจะใช้ไปกับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของตนเอง  เรากินอาหารเพื่อให้อิ่ม  แต่ก่อนจะอิ่มก็ขอดื่มด่ำกับรสชาติของมันให้เต็มที่จนเป็นที่มาของ อาหารคำละหมื่นบาท!!  เมื่อกระหายน้ำก็ขอเป็นน้ำโซดาไลม์ที่ไม่ใส่โซดาเยอะเกินไป  หรือผู้ชายหลายคนที่บ่นว่าชีวิตรันทดขาดผู้หญิง  ได้แต่ใช้มือช่วยเหลือตนเองไปวันๆ  ทั้งๆที่ไม่ว่าจะมีผู้หญิงหรือจะมีแค่มือก็สามารถไปถึงจุดหมายแห่งการเสร็จสมอารมณ์หมายได้เหมือนกัน     ความจริงการตอบสนองความต้องการพื้นฐานไม่ได้ยุ่งยากเลย  มันยุ่งยากก็เพราะประโยคที่ว่า  "สิ่งที่มีค่าของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย  แต่อยู่ที่การดื่มด่ำไปกับระหว่างทาง"

ทุกสิ่งในโลกล้วนมีการเปลี่ยนแปลง  มีเสื่อมสลาย  วิวัฒนาการ และพัฒนา  ความต้องการพื้นฐานของเราก็สามารถพัฒนาตัวของมันได้  เป็นไปในทางที่สุนทรีกว่าเดิม  ในบางครั้งเองเราก็ไม่ได้หิวเท่าไหร่  แต่พอนึกถึงรสชาติอาหารบางอย่างแล้วอยากกินมันขนาด  ก่อนที่จะดับกระหายก็ขอให้เป็นไวน์ที่มีระดับ  ก่อนที่จะหายหื่นก็ขอให้ผู้หญิงที่เราปลดเปลื้องหล่อนให้ปลดเปลื้องความหื่นของเรานั้นเป็นสาวที่สวย เซ็กซี่  เรียกได้ว่าโหยหาถึง "ระหว่างทางอันแสนงดงาม" 

แต่ก็ต้องขอขอบคุณ "ระหว่างทางอันแสนงดงาม" เหล่านั้นที่ก่อให้เกิดศิลปะแขนงต่างๆมากมาย  ไม่ว่าจะเป็น เชฟกระทะเหล็ก  นักเขียนรางวัลซีไรต์  สุดยอดสาวของThe girls next door  และอื่นๆอีกมากมาย ล้วนมีส่วนช่วยให้โลกใบนี้มีสีสัน   มีความหมายมากกว่าสัตว์เซลล์เดียวที่มีชีวิตอยู่และสืบพันธุ์ไปวันๆ  และในบางครั้งศิลปะที่เกิดจาก "ระหว่างทางอันแสนงดงาม" เหล่านั้นเอง  ก็ทำให้เราเข้าถึงและเข้าใจความหมายของอะไรหลายๆอย่าง  ความหมายของโลก  ความหมายของชีวิต  หรือจิตวิญญาณของตัวเอง   และ "ระหว่างทางอันแสนงดงาม" ยังช่วยจุดประกายความคิดให้เขียนบทความนี้ขึ้นมา

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เมื่อทุกคนในโลกใบนี้หน้าตาเหมือนกันหมด




ในสังคมปัจจุบัน การศัลยกรรมไม่ว่าจะเป็นเปลี่ยนแปลงใบหน้าให้เป็นแบบตามที่ตนต้องการซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก  หรือเสริมส่วนสัดที่แม่ให้มาน้อยหรือยังไม่เป็นที่พอใจให้ใหญ่ขึ้นซึ่งเป็นที่นิยมไม่แพ้กัน  ขอเพียงแค่มีสตังค์กับความกล้าเพียงพอ  ไม่ว่าใครก็ทำได้  ในวงการบันเทิงเป็นที่นิยมทำกันมาก  มากจนเรียกได้ว่าน่าตกใจ  ไม่ใช่แค่นั้นแม้แต่คนที่เรารู้จักหลายคนที่ไม่ต้องใช้หน้าตาหรือเรือนร่างหากินแต่อย่างใด  ก็ยังไปทำศัลยกรรมมา
เนื่องจากค่านิยมของคนในปัจจุบันจะเน้นหนักไปในเรื่องของทุนนิยมและวัตถุนิยม  คนก็เปรียบเสมือนวัตถุชนิดหนึ่งที่จะถูกคนอื่นประเมินค่าจากรูปร่างภายนอก  เกิดเป็นผู้หญิง ถ้าหน้าตาสวยกว่า นมใหญ่กว่า โอกาสได้งานทำหรือได้ผู้ชายเลี้ยงก็มีมากกว่า  คนอื่นก็ยกย่องเชิดชูมองด้วยความอิจฉา  รูปร่างหน้าตาเปรียบเหมือนใบเบิกทางในสังคมปัจจุบัน  ด้วยเหตุนี้ทำให้การทำศัลยกรรมก็คล้ายกับการลงทุนชนิดหนึ่ง  ขอเพียงไปฉีดกลูต้าไทโอนให้ขาวขึ้น เสริมส่วนเว้าโค้งให้อึ๋มขึ้น  ก็สามารถใช้เรือนร่างของตนเองหาเงินได้ไม่ว่าจากการ เป็นพริตตี้ เป็นนางแบบ  เป็นดารา หรือการเป็นเป็นเลขาของผู้จัดการบางท่าน(ซึ่งสำหรับบางท่านแล้ว  ความสวยและอึ๋มมีผลต่อการรับพิจารณาเข้าทำงานไม่น้อย)
หลายคนอาจจะไม่ได้ใช้รูปร่างหน้าตาของตนทำมาหากิน  แต่รูปร่างหน้าตาก็มีความสำคัญต่อความรู้สึกที่เรียกว่า "ความรู้สึกดีกับตัวเอง" ซึ่งความรู้สึกที่ว่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญกับคนเรามากจริงๆ  ถ้าเกิดคนคนหนึ่งต้องทนอยู่กับความไม่ชอบไปตลอดโดยเฉพาะ "ตัวเอง" แล้วเนี่ย ลองคิดดูว่าจะทำให้ทุกข์ใจแค่ไหน  บางคนอาจจะรู้สึกดีกับตัวเองได้ในส่วนอื่นๆที่เป็นส่วนดีของตัวเรา (ทุกๆคนต้องมีส่วนดีของตัวเองบ้างอยู่แล้วล่ะน่า อย่าปฏิเสธเลย) อย่างเช่น นิสัยดี  มีความสามารถ มีความรับผิดชอบ  มีครอบครัวอบอุ่น  แต่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนิยมประเมินคุณค่าทุกสิ่งจากรูปลักษณ์ภายนอก   โดยเฉพาะตัวเรา ถ้าเราสวยเราก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า  ด้วยเหตุนี้การศัลยกรรมจึงเป็นทางออกที่เป็นที่นิยม
แต่ศัลยกรรมต้องแลกด้วย เงิน ความกล้า และความเสี่ยงที่อาจจะออกมาผิดพลาด แค่นั้นจริงๆเหรอ  ผมว่าต้องแลกด้วยอะไรที่มากกว่านั้นนะ  และเป็นสิ่งที่สำคัญมากก็คือ ความเป็น "อัตลักษณ์" ของแต่ละคน  เสน่ห์ของคนเราอยู่ที่ความเป็นตัวของตัวเอง  การที่เราศัลยกรรมให้เค้าหน้าคล้ายกับคนอื่น  หน้าตาออกมาเหมือนสาวเกาหลีเป็นบล็อกเป็นบล็อก  สังคมอาจจะยอมรับ  หนุ่มๆอาจจะเหลียวตามมามอง   แต่เราจะมีโอกาสโดดเด่นขึ้นมาได้ยังไงในเมื่อหน้าเหมือนกันหมด  ไม่แน่ว่าในอนาคตเมื่อคนทั้งโลกผ่านการศัลยกรรมจนหน้าเป็นบล็อกเกาหลีเหมือนกันหมดค่อนโลก  คนที่ถือว่าหน้าตาไม่ค่อยดีในปัจจุบันอาจจะกลายเป็นคนหน้าตาดีในอนาคตก็ได้  เพราะความโดดเด่น ความไม่เหมือนใคร ความเป็นธรรมชาติ  อาจจะทำให้การประเมินค่าของคนอื่นเปลี่ยนมุมมองไป
และเมื่อผ่านศัลยกรรมแล้ว  กลับบ้านไปพ่อแม่จำไม่ได้ว่าเป็นใคร   ความรู้สึกมันคงพิลึกน่าดู
ยังไงก่อนที่จะไปศัลยกรรมก็ฝากถามตัวเองก่อนแล้วกันว่า  คุ้มแล้วหรือยังกับการแลกด้วย "อัตลักษณ์" ของตัวเอง  ผมไม่ได้แอนตี้นะ แค่ลองเสนอมุมมองที่น่าคิดในแนวสวนกระแสนิยมดูก็เท่านั้นเอง