วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พระเอกMV syndrome: The Impact of Imitation on Teenagers' Behavior Toward Sad Songs


หัวข้อนี้ได้มาจากเพื่อนในเฟสบุ๊คครับ  พอดีเขาทำการบ้านอยู่แล้วก็ลองถามผมว่ามีความคิดเห็นยังไงบ้างเกี่ยวกับหัวข้อนี้  The Impact of Imitation on Teenagers' Behavior Toward Sad Songs ผมต้องถามกลับไปก่อนเลยว่า "มันแปลว่าอะไรเหรอ" ฮ่าๆ  จริงๆครับ ถ้าแปลไม่ออกก็คิดอะไรไม่เข้าเหมือนกัน  เขาก็ตอบกลับมาว่า "ผลกระทบของเพลงเศร้าที่มีต่อนิสัยของวัยรุ่น"  อ้า... แบบนี้ค่อยรู้เรื่องค่อยคิดอะไรออกหน่อย  แต่กว่าจะเอาชนะความขี้เกียจมาเขียนได้ก็ปาเข้าไปเกือบอาทิตย์แล้ว  ไม่รู้ว่าความคิดเห็นของผมจะทันได้เป็นประโยชน์ต่อการบ้านของเขาหรือเปล่า  ขอโทษด้วยนะครับเพื่อนตนกล้า เอาเป็นว่าอ่านเอาม่วนแล้วกันน่อ

สำหรับเพลงไทยในปัจจุบัน  ถ้าลองสังเกตดูแล้วประเมินด้วยสามัญสำนึก  ผมคิดว่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ90 ที่จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการไม่สมหวังในความรัก  เอ คนเรานี่ก็แปลกเนาะ!  เพลงม่วนๆ ชวนรื่นเริงไม่ค่อยนิยมกัน  กลับชมชอบเพลงที่ทำร้ายซ้ำเติมหัวใจกันจริงๆ   เวลาอกหักมาก็ต้องหาเพลงแนวอกหักฟัง  เพลงไหนฟังแล้วเนื้อเพลงคล้ายสิ่งที่ตัวเองเจอก็จะบอกว่า "ใช่เลย!  โดนว่ะ!"  ฟังแล้วอยากร้องไห้ แต่ก็ฟังแล้วฟังอีก  บางคนฟังจนไม่รู้จะร้องไห้ยังไงแล้วเลยฆ่าตัวตายแม่มันสะเลย   ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่วัยรุ่นฆ่าตัวตายกันน่ะ ส่วนหนึ่งมาจากเพลงเศร้านะรู้มั้ย แต่ผมไม่ได้โทษคนแต่งเพลงหรือร้องเพลงหรอกนะครับว่าเป็นต้นเหตุให้วัยรุ่นฆ่าตัวตาย  เขาก็แค่สร้างงานที่ตอบสนองอารมณ์บางมุมของคนเรา  อยู่ที่ว่าใครจะเอาไปตอบสนองอีท่าไหนต่างหาก  แต่เรื่องฆ่าตัวตายเพราะเพลงเศร้านั้นผมไม่ขอกล่าวถึงมาก  เพราะไม่มีข้อมูลเชิงสถิติหรือประสบการณ์ใดๆ  แค่เกริ่นเป็นน้ำจิ้มเท่านั้น  ที่เป็นไฮไลท์จริงๆที่ผมอยากกล่าวถึงเลยก็คือ  พระเอกMV syndrome

เมื่อห่างจากรบ คนเราก็หันมารักกันมากขึ้น  แต่ทว่าการรักของวัยรุ่นสมัยนี้กลับพิศดารมากขึ้น  รักแบบยอมเป็นฝ่ายเจ็บปวดโดยไม่จำเป็น!  ผู้ชายบางคนแอบปิ๊งสาวคนหนึ่ง  แต่ไม่กล้าทำอะไรกลัวเธอรู้  "เราแค่รักเธอแบบห่างๆอย่างนี้  ก็มีความสุขแล้ว"  ประโยคนี้ทำให้นึกถึงMV เพลงที่ทำออกมาเกลื่อนตลาดขึ้นมาทันทีเลย  โอเคอาจจะปลอบใจตัวเองได้ว่าแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว  แต่ถ้าลึกๆล่ะรู้สึกอย่างไร  ผมมั่นใจว่ามันต้องมีเจ็บจึ้กๆอยู่เป็นแน่  ยอมเจ็บอย่างห่างๆแล้วปลอบใจตัวเองว่ามีความสุข แทนที่จะเข้าไปจีบ เข้าไปทำความรู้จักแบบเป็นธรรมชาติ  คงเป็นพฤติกรรมของโรค พระเอกMVsyndrome  แล้วพฤติกรรมของโรคนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ  มักจะทำดีกับผู้หญิงที่ตัวเองรักแบบว่าดียิ่งกว่าเคยทำให้กับแม่ของตัวเองเป็นไหนๆ   กระเป๋าเธอถือเองได้ก็จะแย่งถือ  ประตูที่ขวางหน้าเธอทุกบานก็จะแย่งเธอเปิดให้หมด  เธออยู่ที่ไหนก็พร้อมจะอยู่ที่นั่นกับเธอตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงกับอีกสามสิบนาที(แล้วแม่เอ็งไปไหนแล้วล่ะ บักหำ!)   แล้วผู้ชายกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นฝ่ายอกหักถูกผู้หญิงทิ้ง  ในที่สุดก็ได้เป็นพระเอกMV สมใจ  แต่อย่าลืมนะครับ ว่าพระเอกในMVน่ะ  เขาอกหักแบบได้สตังค์ ดูดีและมีผู้ชมผู้ฟังทางบ้านคอยเห็นใจอีกเป็นหมื่นเป็นแสน  แต่พระเอกMV ในชีวิตจริงอย่างพวกคุณน่ะ  ไม่มีใครเขาสนใจเท่าไหร่หรอก  เขาก็เห็นคุณเป็นหนึ่งในคนป่วยโรค พระเอกMV syndrome เหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ  และถ้าผ่านชีวิตช่วงนี้จนกลายเป็นผู้ใหญ่  โดยมากโรคนี้จะหายไปเองตามประสบการณ์ชีวิต    แต่สำหรับบางคนอาจจะยังเป็นอยู่ตลอดชีวิตก็ได้

MV เพลงเศร้าที่เห็นได้จนเกร่อในสมัยนี้ผมว่ามันเป็นเหมือน Protocol ที่ฝังลึกเข้าไปในจิตใต้สำนึกของวัยรุ่นหลายคน  คอยกำหนดฤติกรรมที่จะแสดงออกเวลาเกิดความรู้สึกชอบในเพศตรงข้าม  และในจิตใต้สำนึกนั้นก็โหยหาการผิดหวังในความรักโดยไม่รู้ตัว   รักเธอเท่าฟ้า รักตัวเองเท่าขนหมา  จะเห็นได้ว่าผมยกตัวอย่างผู้ชายเป็นส่วนใหญ่  เพราะผมเป็นผู้ชาย และเคยเห็นผู้ชายกลุ่มที่เป็นโรค พระเอกMV syndrome มาหลายคน  สำหรับ นางเอกMV syndrome ก็อาจจะมีบ้างนะ  แต่คงไม่เยอะเท่า พระเอกSyndrome

ท้ายนี้ผมอยากจะฝากไว้ว่า พระเอกMVน่ะปล่อยมันเศร้าไปเถอะ  สำหรับพระเอกในชีวิตจริงอย่างพวกเราน่ะ  เราเลือกได้ว่าจะมีความสุข   เราไม่ต้องมาคอยอ้อนง้อขอความรักแบบพระเอกMVหรอก พระเอกอย่างเราน่ะ ต้องฝ่ายรักตัวเองให้มากๆแล้วเผื่อแผ่ความรักไปยังเธอคนที่เราคิดว่าใช่   จริงไหมล่ะครับ

แต่ท้ายที่สุด อย่าลืมแม่ของตัวเองนะ ( บักหำ!!)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น