วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Man of steel บุรุษเหล็กสองโลก


 
สำหรับภาพยนตร์ภาพยนตร์ที่กำลังพูดถึงกันมาในช่วงนี้ คงจะเป็นเรื่องไหนไปไม่ได้นอกจาก Man of steel ที่ได้เจ้าของผลงานภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ที่เปี่ยมคุณภาพอย่าง The Dark knight มานั่งแท่นเป็นโปรดิวเซอร์และคนเขียนบท อีกทั้งยังได้ Zack Snider เจ้าของผลงานแอคชั่นสุดมันส์อย่าง 300 มารับหน้าที่เป็นผู้กำกับ  รวมถึงตัวอย่างภาพยนตร์ที่เผยให้เห็นว่าฉากในภาพยนตร์นั้นตระการตาแค่ไหน

Man of Steel จะเล่าถึงความเป็นมาของซุปเปอร์แมนตั้งแต่ประวัติดวงดาวบ้านเกิด  เมื่อดาวคริปตอนใกล้จะถึงจุดจบ  นายพลซ็อคก็ได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจจากสภาสูงสุด   จอร์ เอล กับภรรยาของเขาได้ส่ง คาร์ล เอลบุตรชายแรกเกิดมายังโลกมนุษย์ด้วยเหตุผลบางประการ    ในโลกมนุษย์เขาคือ คลาร์ก เคนท์ ผู้ที่พยายามจะทำตัวให้กลมกลืนกับมนุษย์ของคนอื่น     เพราะพ่อบุญธรรมของเขาเชื่อว่าในตอนนี้โลกมนุษย์ยังไม่พร้อมจะรู้จักตัวตนอีกด้านหนึ่งของเขา   จนกระทั่งวันหนึ่ง  นายพลซ็อคก็ได้ตามรอยมาจนพบว่าคาร์ล เอล อยู่โลกมนุษย์    จึงยื่นข้อเสนอกับชาวโลกว่าให้ส่งมอบตัว คาร์ล เอล มา   โดยมีชะตาของโลกเป็นเดิมพัน

หนังทำฉากออกมาได้อย่างตระการตามาก   ดูฉากระเบิด ฉากตึกถล่มจนเต็มอิ่มเลยทีเดียว    อีกทั้งเพลงประกอบก็ฟังดูยิ่งใหญ่เร้าใจ  ในความเห็นของผม ผมคิดว่า Man of Steel คือหนังแนวซุปเปอร์ฮีโร่ที่อลังการที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมา  ต่อให้ค่าตั๋ว 350 บาทก็คุ้มครับสำหรับการรับชมความสะใจ ยิ่งใหญ่ อลังการ   ซุปเปอร์ในภาคนี้จะมีกลิ่นอายออกไปในทางหม่นๆอยู่บ้าง  ตามสไตล์ผู้กำกับอย่าง Zack Snider  แต่ทว่าตัวหนังจะเน้นความแอคชั่นมากขึ้น  เนื้อหาจะไม่หนักเหมือน The Dark knight หรือ The Watchmen  แต่ก็ยังแฝงข้อคิดและสะท้อนอะไรหลายๆอย่าง(ยังมีสาระอยู่เหมือนกัน) เป็นภาพยนตร์ที่ดูได้ทุกเพศทุกวัยครับ

แต่ถึงฉากแอคชั่นจะตระการตาสะใจอย่างไร  ผมว่าตัวหนังมันก็ยังขาดอะไรไปอยู่ดีครับ  การตัดฉากไปมาอย่างปุบปับในตอนแรกทำให้รู้สึกไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมเท่าไหร่  ฉากที่ซุปเปอร์แมนช่วยเหลือคนอื่น (ซึ่งมีน้อยมาก) ดูแล้วก็รู้สึกเฉยๆ  เทียบกับฉาก Spiderman ช่วยคนบนรถไฟไม่ได้เลย  ซุปเปอร์แมนในภาคนี้ไม่ค่อยให้ความรู้สึกว่าเหมือนฮีโร่เท่าไหร่  แต่ก็เป็นข้อดีที่สะท้อนให้เห็นแง่มุมที่สมจริงของซุปเปอร์แมนมากขึ้น   ฉากต่อสู้ก็ดูยืดเยื้อเกินไปหน่อย  ต่อยกันจนบ้านเมืองพินาศวอดวายแต่ไม่ยักกะตายกันซักที  ทำให้เกิดคำถามว่าจะสู้กันไปทำไม  ด้วยฉากตระการตาที่มีมากเกินไปจึงทำทำให้ดูเกร่อ   สู้ออกมาเด็ดๆไม่กี่ฉากแบบหมัดเดียวน็อคผมว่าจะน่าประทับใจกว่า    ซึ่งถ้าหากเทียบกับ The Avenger  แล้ว เรื่องนี้อลังการกว่า  แต่ความสนุกยังเป็นรอง The Avenger
 

 แต่อย่างไรก็แนะนำให้ไปดูครับ  รับรองคุ้มค่าตั๋ว กับเวลา 143 นาที 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น