วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
...That I love
1. "ไปเตะบอลไม่บอกเค้าเลยนะ"
"หา เรื่องแค่นี้ต้องบอกด้วยเหรอ"
"เรื่องแค่นี้ แต่มันแสดงถึงความใส่ใจกัน"
"ใจน่ะใส่อยู่แล้ว แต่เค้าก็ต้องมีชีวิตส่วนตัวบ้างนะ"
"มีแต่ชีวิตส่วนตัวแล้วจะมีแฟนไปทำไม"
"ผู้หญิงนี่เข้าใจยากจริงๆ"
"ผู้ชายก็ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย"
2. "ผมจะไปกับเพื่อนที่ไหนมันก็เรื่องของผม"
"ทำไมต้องใช้คำพูดห่างเหินกับเค้าแบบนั้นล่ะ"
"เพื่อยืนยันว่าผมไม่ใช่นักโทษของคุณ"
"ที่เค้าทำตัวน่ารำคาญแบบนี้ ก็เพราะเค้าแคร์ตัวเองคนเดียวหรอกนะ"
"ถ้ายังรักผม ก็อย่าแคร์ผม"
"ค่ะ ฉันจะเลิกแคร์คุณ เพราะฉันยังรักคุณอยู่"
"ครับ ผมก็รักคุณ"
3. "ตัวเองจ๊ะ เย็นนี้เค้าไปกินข้าวกับเพื่อน กลับค่ำหน่อยนะ"
"ค่ะ"
"ตัวเองทำอะไรอยู่"
"ทำงานค่ะ"
"ดูเหมือนตัวเองไม่ค่อยแคร์เค้าเลย"
"ฉันแคร์คุณแล้วคุณรำคาญนี่คะ"
"แต่มันก็แสดงให้เค้ารู้ว่าตัวเองยังรักเค้าอยู่"
"ผู้ชายนี่เข้าใจยากจริงๆ"
"ผู้หญิงเองก็ไม่ยอมเข้าใจอะไรเหมือนกัน"
4. "ไปเตะบอลไม่บอกเค้าเลยนะ"
"จะให้เขียนบันทึกกิจกรรมส่งเลยมั้ยจ๊ะ"
"ก็ดีเหมือนกันนะ ฮิฮิ"
"ผู้หญิงนี่เข้าใจยากจริงๆ"
"ก็ไม่เห็นต้องมาเข้าใจเลยนี่นา"
"ไม่เข้าใจแต่ก็รักนะ"
"จ้า รักตัวเองเหมือนกัน"
"แล้วยังแคร์เค้าอยู่มั้ย"
"แคร์แล้วรำคาญหรือเปล่าล่ะ"
"รำคาญแต่ก็อยากให้แคร์"
"แคร์แต่ก็ไม่อยากให้รำคาญ"
"รักตัวเองนะ"
"จ้ะ เค้าก็รักตัวเอง"
วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
วันพรุ่งนี้ผมจะตาย
1. เพราะเธอทำนายไม่เคยพลาด
เพราะเธอเคยสังหรณ์ใจว่าใครจะตาย วันต่อมาคนนั้นก็จะตาย
เพราะเธอไม่ได้เตือนคนเหล่านั้น พวกเขาเหล่านั้นจึงตาย
เพราะเธอคือคนที่ฉันรัก
เพราะฉะนั้นฉันจึงเชื่อเธอ
2. โลกใบนี้มีอะไรหลายอย่างที่วิทยาศาตร์พิสูจน์ไม่ได้
โลกของฉันทุกวันนี้วุ่นวายเกินจะสนใจเรื่องเหล่านั้น
โลกของเราตื่นใจกับเรื่องเหล่านี้ครู่เดียว ก็หันกลับไปทำมาหากิน
โลกวุ่นวาย ด้วยหน้าที่การเรียน และการตามใจตัวเอง
โลกแห่งจินตนาการ เลื่อนการถูกเขียนลงกระดาษออกไป
3. วันนี้ยามย่ำค่ำ เมื่อแสงแห่งวันหมดไป
วันทั้งวันถูกถ่ายทอดผ่านโทรศัพท์ บนเตียงนอน
วันของฉันเล่าสู่เธอฟังด้วยความรู้สึกดีๆ
วันของเธอเล่าสู่ฉันฟังด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจ
วันพรุ่งนี้....ฉันจะตายด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์
4. เธอทำนายไม่เคยพลาด
ฉันไม่เคยเตรียมใจจะตายในวันพรุ่งนี้มาก่อน
มีความฝันอีกมากมายที่ฉันยังไม่ได้ทำ
ยังมีอีกหลายคนที่ต้องหลั่งน้ำตาเมื่อฉันจากไป
จะอีกกี่เหตุผลก็ไม่มีน้ำหนักเท่า ฉันกลัวตายอย่างไม่มีเหตุผล
5. ฉันคิดออกจากกรอบเดิมๆ
ปล่อยว่างหน้าที่และการตามใจตัวเองที่ไม่เกี่ยวกับความใฝ่ฝัน
ฉันจะเขียนโลกแห่งจิตนาการเสร็จไม่ทันวันพรุ่งนี้
ฉันจึงเลือกเขียนบอกเล่าเหตุการณ์นี้
เหตุการณ์ที่ว่า"วันพรุ่งนี้ผมจะตาย"
6.เดี๋ยวสิ... เธอได้เตือนผมก่อน
พรุ่งนี้ัฉันอาจไม่ตาย
7. วันรุ่งขึ้นฉันขี่มอเตอร์ไซต์ช้าลง
มีสติกับทุกความเคลื่อนไหวบนถนน
ความคิดวิ่งวุ่นอย่างไม่มีกฏจราจร
8. แสงของวันรำไรขอบฟ้า ท้องถนนปรกติสุข
ฉันกำลังหายใจและกำลังกลับบ้าน
แต่วูบนั้น ความคิดตนหนึ่งแวบขึ้นมา
ถ้าหากฉันตายตอนนี้
"วันพรุ่งนี้ผมจะตาย" จะได้เกิด
10. อาจเป็นดวงชะตาดลใจ หรือไม่ก็ฉันเลือกเอง
ฉันบิดเร่งรถให้เร็วที่สุด พุ่งเข้าหาเสาไฟฟ้า
หลับตา........
ชีวิตนี้ขอมอบให้แก่ "วันพรุ่งนี้ผมจะตาย"
วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ตัวของตัวเอย
ได้เป็นใครก็หาไม่สุขใจเท่า
ได้เป็นตัวของเราที่เฝ้าหา
ออกก้าวเดินเผชิญสมุทรสุดหล้าฟ้า
เพื่อค้นหาอัตตาที่ข้าเป็น
แต่เยาว์วัยข้าเป็นใครใช่รู้อยู่
เพราะข้ารู้อยู่ว่าเป็นข้าจึงเล่น
แต่โตมาโชคชะตาข้าลำเค็ญ
ที่เคยเป็นมองไม่เห็นเร้นเลือนลาง
บั้นปลายเยาว์เจ้าต้องเรียนเพียรหน้าที่
เป็นหนทางเลี้ยงชีวีรีบรี่สร้าง
เล่าเรียนรู้ตั้งตนอยู่ในลู่ทาง
ส่องสวางภายภาคหลังพรั่งพร้อมพูน
เสร็จศึกษาทำสัมมาอาชีพชอบ
อยู่ในกรอบอย่าเฟือนฟั่นครั่นหันหุน
ถึงไม่ชอบในอาชีพอย่าอาดูร
จักเกื้อกูลทุนเงินทองสนองตน
หลักประกันมั่นใจว่าอยู่ได้
อยู่สบายไม่เดือดร้อนค่อนขัดสน
ภาระยิ่งหลายสิ่งวิ่งเปรอปรน
ลืมตัวตนที่เคยเขาเราเคยเป็น
ถึงเวลาที่ข้าจะเยื้องย่าง
ออกเดินทางกร่างผจญทนทุกข์เข็ญ
เดินดั้นด้นค้นหาข้าที่เคยเป็น
ที่เคยเห็นที่เคยเล่นเป็นเราเอย
วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556
พระเอกMV syndrome: The Impact of Imitation on Teenagers' Behavior Toward Sad Songs
หัวข้อนี้ได้มาจากเพื่อนในเฟสบุ๊คครับ พอดีเขาทำการบ้านอยู่แล้วก็ลองถามผมว่ามีความคิดเห็นยังไงบ้างเกี่ยวกับหัวข้อนี้ The Impact of Imitation on Teenagers' Behavior Toward Sad Songs ผมต้องถามกลับไปก่อนเลยว่า "มันแปลว่าอะไรเหรอ" ฮ่าๆ จริงๆครับ ถ้าแปลไม่ออกก็คิดอะไรไม่เข้าเหมือนกัน เขาก็ตอบกลับมาว่า "ผลกระทบของเพลงเศร้าที่มีต่อนิสัยของวัยรุ่น" อ้า... แบบนี้ค่อยรู้เรื่องค่อยคิดอะไรออกหน่อย แต่กว่าจะเอาชนะความขี้เกียจมาเขียนได้ก็ปาเข้าไปเกือบอาทิตย์แล้ว ไม่รู้ว่าความคิดเห็นของผมจะทันได้เป็นประโยชน์ต่อการบ้านของเขาหรือเปล่า ขอโทษด้วยนะครับเพื่อนตนกล้า เอาเป็นว่าอ่านเอาม่วนแล้วกันน่อ
สำหรับเพลงไทยในปัจจุบัน ถ้าลองสังเกตดูแล้วประเมินด้วยสามัญสำนึก ผมคิดว่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ90 ที่จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการไม่สมหวังในความรัก เอ คนเรานี่ก็แปลกเนาะ! เพลงม่วนๆ ชวนรื่นเริงไม่ค่อยนิยมกัน กลับชมชอบเพลงที่ทำร้ายซ้ำเติมหัวใจกันจริงๆ เวลาอกหักมาก็ต้องหาเพลงแนวอกหักฟัง เพลงไหนฟังแล้วเนื้อเพลงคล้ายสิ่งที่ตัวเองเจอก็จะบอกว่า "ใช่เลย! โดนว่ะ!" ฟังแล้วอยากร้องไห้ แต่ก็ฟังแล้วฟังอีก บางคนฟังจนไม่รู้จะร้องไห้ยังไงแล้วเลยฆ่าตัวตายแม่มันสะเลย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่วัยรุ่นฆ่าตัวตายกันน่ะ ส่วนหนึ่งมาจากเพลงเศร้านะรู้มั้ย แต่ผมไม่ได้โทษคนแต่งเพลงหรือร้องเพลงหรอกนะครับว่าเป็นต้นเหตุให้วัยรุ่นฆ่าตัวตาย เขาก็แค่สร้างงานที่ตอบสนองอารมณ์บางมุมของคนเรา อยู่ที่ว่าใครจะเอาไปตอบสนองอีท่าไหนต่างหาก แต่เรื่องฆ่าตัวตายเพราะเพลงเศร้านั้นผมไม่ขอกล่าวถึงมาก เพราะไม่มีข้อมูลเชิงสถิติหรือประสบการณ์ใดๆ แค่เกริ่นเป็นน้ำจิ้มเท่านั้น ที่เป็นไฮไลท์จริงๆที่ผมอยากกล่าวถึงเลยก็คือ พระเอกMV syndrome
เมื่อห่างจากรบ คนเราก็หันมารักกันมากขึ้น แต่ทว่าการรักของวัยรุ่นสมัยนี้กลับพิศดารมากขึ้น รักแบบยอมเป็นฝ่ายเจ็บปวดโดยไม่จำเป็น! ผู้ชายบางคนแอบปิ๊งสาวคนหนึ่ง แต่ไม่กล้าทำอะไรกลัวเธอรู้ "เราแค่รักเธอแบบห่างๆอย่างนี้ ก็มีความสุขแล้ว" ประโยคนี้ทำให้นึกถึงMV เพลงที่ทำออกมาเกลื่อนตลาดขึ้นมาทันทีเลย โอเคอาจจะปลอบใจตัวเองได้ว่าแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว แต่ถ้าลึกๆล่ะรู้สึกอย่างไร ผมมั่นใจว่ามันต้องมีเจ็บจึ้กๆอยู่เป็นแน่ ยอมเจ็บอย่างห่างๆแล้วปลอบใจตัวเองว่ามีความสุข แทนที่จะเข้าไปจีบ เข้าไปทำความรู้จักแบบเป็นธรรมชาติ คงเป็นพฤติกรรมของโรค พระเอกMVsyndrome แล้วพฤติกรรมของโรคนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ มักจะทำดีกับผู้หญิงที่ตัวเองรักแบบว่าดียิ่งกว่าเคยทำให้กับแม่ของตัวเองเป็นไหนๆ กระเป๋าเธอถือเองได้ก็จะแย่งถือ ประตูที่ขวางหน้าเธอทุกบานก็จะแย่งเธอเปิดให้หมด เธออยู่ที่ไหนก็พร้อมจะอยู่ที่นั่นกับเธอตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงกับอีกสามสิบนาที(แล้วแม่เอ็งไปไหนแล้วล่ะ บักหำ!) แล้วผู้ชายกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นฝ่ายอกหักถูกผู้หญิงทิ้ง ในที่สุดก็ได้เป็นพระเอกMV สมใจ แต่อย่าลืมนะครับ ว่าพระเอกในMVน่ะ เขาอกหักแบบได้สตังค์ ดูดีและมีผู้ชมผู้ฟังทางบ้านคอยเห็นใจอีกเป็นหมื่นเป็นแสน แต่พระเอกMV ในชีวิตจริงอย่างพวกคุณน่ะ ไม่มีใครเขาสนใจเท่าไหร่หรอก เขาก็เห็นคุณเป็นหนึ่งในคนป่วยโรค พระเอกMV syndrome เหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ และถ้าผ่านชีวิตช่วงนี้จนกลายเป็นผู้ใหญ่ โดยมากโรคนี้จะหายไปเองตามประสบการณ์ชีวิต แต่สำหรับบางคนอาจจะยังเป็นอยู่ตลอดชีวิตก็ได้
MV เพลงเศร้าที่เห็นได้จนเกร่อในสมัยนี้ผมว่ามันเป็นเหมือน Protocol ที่ฝังลึกเข้าไปในจิตใต้สำนึกของวัยรุ่นหลายคน คอยกำหนดฤติกรรมที่จะแสดงออกเวลาเกิดความรู้สึกชอบในเพศตรงข้าม และในจิตใต้สำนึกนั้นก็โหยหาการผิดหวังในความรักโดยไม่รู้ตัว รักเธอเท่าฟ้า รักตัวเองเท่าขนหมา จะเห็นได้ว่าผมยกตัวอย่างผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ เพราะผมเป็นผู้ชาย และเคยเห็นผู้ชายกลุ่มที่เป็นโรค พระเอกMV syndrome มาหลายคน สำหรับ นางเอกMV syndrome ก็อาจจะมีบ้างนะ แต่คงไม่เยอะเท่า พระเอกSyndrome
ท้ายนี้ผมอยากจะฝากไว้ว่า พระเอกMVน่ะปล่อยมันเศร้าไปเถอะ สำหรับพระเอกในชีวิตจริงอย่างพวกเราน่ะ เราเลือกได้ว่าจะมีความสุข เราไม่ต้องมาคอยอ้อนง้อขอความรักแบบพระเอกMVหรอก พระเอกอย่างเราน่ะ ต้องฝ่ายรักตัวเองให้มากๆแล้วเผื่อแผ่ความรักไปยังเธอคนที่เราคิดว่าใช่ จริงไหมล่ะครับ
แต่ท้ายที่สุด อย่าลืมแม่ของตัวเองนะ ( บักหำ!!)
วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556
กรอบความคิด
สังคมสมัยใหม่แห่งยุคโลกาภิวัฒน์
เด็กรุ่นใหม่เชื่อผู้ใหญ่น้อยลงและเชื่อตัวเองมากขึ้น แทนที่จะปรึกษาคนรอบข้างก็ปรึกษาอินเตอร์เน็ตแทน การติดต่อสื่อสารทั้งข้อความ ภาพ เสียง
ที่ไร้พรมแดนภายในเสี้ยววินาที ก่อให้เกิดการไหลบ่าของกระแสวัฒนธรรม
วัฒนธรรมและค่านิยมตะวันตกเริ่มเข้ามาผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมไทย(แทบจะเขมือบกลืน) จึงไม่แปลกที่เด็กสมัยนี้จะแหกคอกมากขึ้น การแหกคอกที่ว่าส่วนใหญ่จะไม่ก้าวร้าวแบบใช้กำลัง
แต่จะแข็งกร้าวด้วยเหตุผล เหตุผลที่สวนออกไปทำลายเหตุผลที่อ่อนกว่าของระบบเดิมๆที่ยึดถือกันมาแต่เดิม
ระบบที่คนรุ่นก่อนสร้างขึ้นเพื่อเป็นกุศโลบายในการอบรมคนรุ่นหลัง เริ่มถูกเหตุผลและความเป็นตัวของตัวเองของคนรุ่นใหม่กัดเซาะ
จนต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบของระบบเดิมไป หรือไม่ก็ยกเลิกบางระบบไปเลย ยกตัวอย่างเช่นระบบSotus
ที่เมื่อก่อนเป็นที่นิยมในมหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันนั้นแผ่วกำลังลงเต็มที
"จินตนาการสำคัญกว่าความรู้"
เป็นคำกล่าวยอดฮิตของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง ไอสไตน์ คำกล่าวนี้เป็นจริงหรือไม่ก็สังเกตได้จากเทคโนโลยีในปัจจุบันที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา
ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงจากจินตนาการแทบทั้งนั้น สิ่งใหม่ๆจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องเริ่มต้นจากความกล้าที่จะคิดให้ต่างจากรูปแบบเดิมหรือที่เรียกว่า
"คิดนอกกรอบ" ซึ่งหลายองค์กรการทำงาน(ยกเว้นระบบราชการ)
ต้องการบุคลากรที่มีคุณสมบัตินี้
"คิดนอกกรอบ"เป็นบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์ เป็นหนทางออกใหม่ๆของปัญหาเดิม เป็นอะไรที่เท่ๆที่คนรุ่นใหม่หลายคนสรรเสริญ จนนำไปสู่อะไรพิเรนทร์ๆหลายอย่างของวัยรุ่น
ที่ยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำว่า
"คิดนอกกรอบ" อย่างถ่องแท้เสียเท่าไหร่
แต่ในความคิดของผมนั้น
ผมมองว่าถึงแม้บางความคิดจะมองว่าเป็นความคิดนอกกรอบ
แต่มันก็ยังมีกรอบอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่ามาล้อมความคิดนั้นอยู่
ผมเห็นได้จากประสบการณ์การเป็นนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ ซึ่งในบางคาบเรียนอาจารย์ผู้สอนจะนำตัวอย่างเคสของคนไข้มาให้นักศึกษาวิเคราะห์ นักศึกษาต้องวิเคราะห์หาสาเหตุการป่วยแล้วจึงกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
มันเป็นอะไรที่ให้ความรู้สึกท้าทายเหมือนกำลังอ่านนิยายสืบสวนไขคดี นักศึกษาบางคนเสนอความคิดเห็นที่เพื่อนคนอื่นๆหรือแม้แต่อาจารย์เองก็ยังคิดไม่ถึง
แล้วก็ชวนให้ขบคิดต่อ แต่ในขณะที่นักศึกษาบางคน (ผมเองครับ)ที่เสนอแนวความคิดที่คนอื่นๆไม่ได้คิดถึง ความคิดดังกล่าวนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย
เนื่องจากมันนอกกรอบเกินไป
นอกกรอบวิชาการไปจนกลายเป็นแค่ความคิดแผลงๆ
ที่เป็นเช่นนี้เพราะตอนเรียนผมนั่งสัปหงกเป็นส่วนใหญ่
ทำให้ตามไม่ทันกรอบความคิดทางวิชาการซึ่งคอยกำกับไม่ให้ความคิดของนักศึกษาออกทะเลไปจนไร้ความหมาย
"คิดนอกกรอบ" เป็นสิ่งที่ดี แต่
กรอบความคิดก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ ความคิดนอกรอบ จะเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ได้
ก็ต้องอยู่ในกรอบของการนำไปใช้ได้จริง
ความคิดนอกกรอบจะเป็นความคิดสร้างสรรค์หรือความคิดเพ้อฝัน
ก็แบ่งกันที่กรอบความคิดนี่แหละครับ
สส. = สับสนในหน้าที่
สส. = สับสนในหน้าที่
สมาชิกสภา ผู้แทน ราษฎร ประชากรชาวไทยไปเลือกตั้ง
เข้าคูหากากบาทด้วยมุ่งหวัง ให้พวกท่านสานพลังสร้างชาติไทย
เจียดรายได้จ่ายภาษีไม่มีขาด
เงินทุกบาทเข้างบชาติหาขาดไม่
งบประมาณบริหารบ้านเมืองไทย งบรายจ่ายบริหารบ้านเมืองเรา
หลายโครงการสัมปทานต้องการงบ โครงการจบครบหลายปีมีแต่เสา
ยี่สิบปีที่โฮปเวลเตือนใจเรา งบรายจ่ายไหลเข้ากระเป๋าคน
รัฐบาลควรประสานกับฝ่ายค้าน
บริหารและวิจารณ์สมเหตุผล
มิใช่หมายว่าอีกฝ่ายศัตรูตน มุ่งกำจัดเพราะขัดผลประโยชน์ตัว
แบ่งพรรคสมัครพวกจวกอีกฝ่าย มุ่งทำลายให้ร้ายไม่เห็นหัว
ระหว่างนั้นงบประมาณโกยเข้าตัว มอมเมามัวไม่เห็นหัวชาติไทย
รบกวนท่านทบทวนถึงหน้าที่ อันภาระที่ท่านมีมาแต่ไหน
ผลประโยชน์อาจทำท่านลืมเลือนไป หน้าที่ท่านสรรค์สร้างไทยอย่าได้ลืม
วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556
Man of steel บุรุษเหล็กสองโลก
สำหรับภาพยนตร์ภาพยนตร์ที่กำลังพูดถึงกันมาในช่วงนี้
คงจะเป็นเรื่องไหนไปไม่ได้นอกจาก Man of steel ที่ได้เจ้าของผลงานภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ที่เปี่ยมคุณภาพอย่าง
The Dark knight มานั่งแท่นเป็นโปรดิวเซอร์และคนเขียนบท อีกทั้งยังได้ Zack
Snider เจ้าของผลงานแอคชั่นสุดมันส์อย่าง 300 มารับหน้าที่เป็นผู้กำกับ
รวมถึงตัวอย่างภาพยนตร์ที่เผยให้เห็นว่าฉากในภาพยนตร์นั้นตระการตาแค่ไหน
Man of Steel จะเล่าถึงความเป็นมาของซุปเปอร์แมนตั้งแต่ประวัติดวงดาวบ้านเกิด เมื่อดาวคริปตอนใกล้จะถึงจุดจบ นายพลซ็อคก็ได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจจากสภาสูงสุด จอร์ เอล กับภรรยาของเขาได้ส่ง คาร์ล เอลบุตรชายแรกเกิดมายังโลกมนุษย์ด้วยเหตุผลบางประการ
ในโลกมนุษย์เขาคือ คลาร์ก เคนท์
ผู้ที่พยายามจะทำตัวให้กลมกลืนกับมนุษย์ของคนอื่น เพราะพ่อบุญธรรมของเขาเชื่อว่าในตอนนี้โลกมนุษย์ยังไม่พร้อมจะรู้จักตัวตนอีกด้านหนึ่งของเขา
จนกระทั่งวันหนึ่ง นายพลซ็อคก็ได้ตามรอยมาจนพบว่าคาร์ล เอล อยู่โลกมนุษย์ จึงยื่นข้อเสนอกับชาวโลกว่าให้ส่งมอบตัว คาร์ล
เอล มา โดยมีชะตาของโลกเป็นเดิมพัน
หนังทำฉากออกมาได้อย่างตระการตามาก
ดูฉากระเบิด ฉากตึกถล่มจนเต็มอิ่มเลยทีเดียว อีกทั้งเพลงประกอบก็ฟังดูยิ่งใหญ่เร้าใจ ในความเห็นของผม ผมคิดว่า Man of Steel คือหนังแนวซุปเปอร์ฮีโร่ที่อลังการที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมา ต่อให้ค่าตั๋ว 350
บาทก็คุ้มครับสำหรับการรับชมความสะใจ ยิ่งใหญ่ อลังการ ซุปเปอร์ในภาคนี้จะมีกลิ่นอายออกไปในทางหม่นๆอยู่บ้าง ตามสไตล์ผู้กำกับอย่าง Zack Snider แต่ทว่าตัวหนังจะเน้นความแอคชั่นมากขึ้น เนื้อหาจะไม่หนักเหมือน The Dark knight
หรือ
The Watchmen แต่ก็ยังแฝงข้อคิดและสะท้อนอะไรหลายๆอย่าง(ยังมีสาระอยู่เหมือนกัน) เป็นภาพยนตร์ที่ดูได้ทุกเพศทุกวัยครับ
แต่ถึงฉากแอคชั่นจะตระการตาสะใจอย่างไร ผมว่าตัวหนังมันก็ยังขาดอะไรไปอยู่ดีครับ การตัดฉากไปมาอย่างปุบปับในตอนแรกทำให้รู้สึกไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมเท่าไหร่ ฉากที่ซุปเปอร์แมนช่วยเหลือคนอื่น
(ซึ่งมีน้อยมาก) ดูแล้วก็รู้สึกเฉยๆ
เทียบกับฉาก Spiderman ช่วยคนบนรถไฟไม่ได้เลย ซุปเปอร์แมนในภาคนี้ไม่ค่อยให้ความรู้สึกว่าเหมือนฮีโร่เท่าไหร่
แต่ก็เป็นข้อดีที่สะท้อนให้เห็นแง่มุมที่สมจริงของซุปเปอร์แมนมากขึ้น ฉากต่อสู้ก็ดูยืดเยื้อเกินไปหน่อย ต่อยกันจนบ้านเมืองพินาศวอดวายแต่ไม่ยักกะตายกันซักที ทำให้เกิดคำถามว่าจะสู้กันไปทำไม ด้วยฉากตระการตาที่มีมากเกินไปจึงทำทำให้ดูเกร่อ สู้ออกมาเด็ดๆไม่กี่ฉากแบบหมัดเดียวน็อคผมว่าจะน่าประทับใจกว่า ซึ่งถ้าหากเทียบกับ The Avenger แล้ว เรื่องนี้อลังการกว่า แต่ความสนุกยังเป็นรอง The Avenger
แต่อย่างไรก็แนะนำให้ไปดูครับ รับรองคุ้มค่าตั๋ว กับเวลา 143 นาที
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






.jpg)
