แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เคมีระหว่างกัน



ความสวยเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้หญิง  เท่าที่สังเกตุดูผู้หญิงน้อยคนนักที่จะเพียงพอในความสวยของตนเอง ถ้าหากสามารถสวยกว่าเดิม  จะมีคนไหนบ้างที่ปฏิเสธ  แต่ความสวยเป็นเพียงแค่ด่านแรกที่ชวนสะดุดตาให้เริ่มต้นเข้าไปจีบเท่านั้น  สิ่งที่สำคัญต่อมาก็คือ เคมีระหว่างกัน

ผู้หญิงบางคนสวยสะดุดตาก็จริง แต่ระหว่างที่คุยอยู่กลับไม่รู้สึกหัวใจเต้นแรงเท่าไหร่ สายตาก็เริ่มชินไปกับหน้าตาสวยๆนั้นแล้ว  อารมณ์เหมือนเรามีเพื่อนสนิทที่สวย Sexy แต่บางทีไม่ได้คิดอะไรกับเขา  สวนทางกับบางครั้งที่คุยกับคนที่หน้าตาธรรมดา แต่คุยไปคุยมากลับรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง จากหน้าตาที่เดิมดูธรรมดาก็ดูสวย Sexy ขึ้นมาเสียอย่างนั้น  หลายคนมองผิวเผินจึงแปลกใจว่าทำไมผู้ชายหน้าตาดีบางคนได้ผู้หญิงหน้าตาไม่ดีเป็นแฟน  หรือสาวสวยได้แฟนเป็นชายหน้าตาไม่ดี  ผมคิดว่าสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ “เคมีระหว่างกัน” ซึ่งสิ่งนี้เอาตามจริงมันเป็นสิ่งที่ฝึกกันได้  แม้ว่าความ Click กันระหว่างธรรมชาติของทั้งฝ่ายจะมีผลมาก  แต่คนที่มีประสบการณ์ ชั้นเชิง และความเข้าใจมากกว่า ก็มักจะมีความสามารถในการสร้างเคมีกับฝ่ายตรงข้ามมากกว่า   ยกตัวอย่างง่ายๆกับการที่ผู้ชายได้ทำความรู้จักกับผู้หญิงสองคน  คนแรกเป็นสาวเอ๊าะๆแรกแย้ม  เต่งตึง  แต่บุคลิกแข็งเป็นท่อนไม้  ในขณะที่อีกคนอาจจะเป็นสาววัยสามสิบกลางๆ แต่เล่นหูเล่นตา เอาอกเอาใจดีกว่า  สุดท้ายสาวคนที่สองอาจจะเป็นคนคว้าใจผู้ชายที่มีสิทธิเลือกคนนั้นไปครองก็ได้


ผมเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนมีความสวย น่ารัก Sexy อยู่ในตัวอยู่แล้วครับไม่ว่าจะหน้าตาจะสวยหรือธรรมดา  ซึ่งจะแสดงออกมาทางบุคลิกและการกระทำ  ผมว่าสิ่งนี้มีพลังมากกว่าหน้าตาและรูปร่างที่สวยด้วยซ้ำ (ยิ่งสมัยศัลยกรรมเกลื่อนแบบนี้ ผู้หญิงสวยภายนอกหาได้ไม่ยากเลย)  และในทางกลับกัน  ผู้หญิงเองอาจจะมองผู้ชายในมุมนี้เช่นกันก็ได้

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พระเอกMV syndrome: The Impact of Imitation on Teenagers' Behavior Toward Sad Songs


หัวข้อนี้ได้มาจากเพื่อนในเฟสบุ๊คครับ  พอดีเขาทำการบ้านอยู่แล้วก็ลองถามผมว่ามีความคิดเห็นยังไงบ้างเกี่ยวกับหัวข้อนี้  The Impact of Imitation on Teenagers' Behavior Toward Sad Songs ผมต้องถามกลับไปก่อนเลยว่า "มันแปลว่าอะไรเหรอ" ฮ่าๆ  จริงๆครับ ถ้าแปลไม่ออกก็คิดอะไรไม่เข้าเหมือนกัน  เขาก็ตอบกลับมาว่า "ผลกระทบของเพลงเศร้าที่มีต่อนิสัยของวัยรุ่น"  อ้า... แบบนี้ค่อยรู้เรื่องค่อยคิดอะไรออกหน่อย  แต่กว่าจะเอาชนะความขี้เกียจมาเขียนได้ก็ปาเข้าไปเกือบอาทิตย์แล้ว  ไม่รู้ว่าความคิดเห็นของผมจะทันได้เป็นประโยชน์ต่อการบ้านของเขาหรือเปล่า  ขอโทษด้วยนะครับเพื่อนตนกล้า เอาเป็นว่าอ่านเอาม่วนแล้วกันน่อ

สำหรับเพลงไทยในปัจจุบัน  ถ้าลองสังเกตดูแล้วประเมินด้วยสามัญสำนึก  ผมคิดว่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ90 ที่จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการไม่สมหวังในความรัก  เอ คนเรานี่ก็แปลกเนาะ!  เพลงม่วนๆ ชวนรื่นเริงไม่ค่อยนิยมกัน  กลับชมชอบเพลงที่ทำร้ายซ้ำเติมหัวใจกันจริงๆ   เวลาอกหักมาก็ต้องหาเพลงแนวอกหักฟัง  เพลงไหนฟังแล้วเนื้อเพลงคล้ายสิ่งที่ตัวเองเจอก็จะบอกว่า "ใช่เลย!  โดนว่ะ!"  ฟังแล้วอยากร้องไห้ แต่ก็ฟังแล้วฟังอีก  บางคนฟังจนไม่รู้จะร้องไห้ยังไงแล้วเลยฆ่าตัวตายแม่มันสะเลย   ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่วัยรุ่นฆ่าตัวตายกันน่ะ ส่วนหนึ่งมาจากเพลงเศร้านะรู้มั้ย แต่ผมไม่ได้โทษคนแต่งเพลงหรือร้องเพลงหรอกนะครับว่าเป็นต้นเหตุให้วัยรุ่นฆ่าตัวตาย  เขาก็แค่สร้างงานที่ตอบสนองอารมณ์บางมุมของคนเรา  อยู่ที่ว่าใครจะเอาไปตอบสนองอีท่าไหนต่างหาก  แต่เรื่องฆ่าตัวตายเพราะเพลงเศร้านั้นผมไม่ขอกล่าวถึงมาก  เพราะไม่มีข้อมูลเชิงสถิติหรือประสบการณ์ใดๆ  แค่เกริ่นเป็นน้ำจิ้มเท่านั้น  ที่เป็นไฮไลท์จริงๆที่ผมอยากกล่าวถึงเลยก็คือ  พระเอกMV syndrome

เมื่อห่างจากรบ คนเราก็หันมารักกันมากขึ้น  แต่ทว่าการรักของวัยรุ่นสมัยนี้กลับพิศดารมากขึ้น  รักแบบยอมเป็นฝ่ายเจ็บปวดโดยไม่จำเป็น!  ผู้ชายบางคนแอบปิ๊งสาวคนหนึ่ง  แต่ไม่กล้าทำอะไรกลัวเธอรู้  "เราแค่รักเธอแบบห่างๆอย่างนี้  ก็มีความสุขแล้ว"  ประโยคนี้ทำให้นึกถึงMV เพลงที่ทำออกมาเกลื่อนตลาดขึ้นมาทันทีเลย  โอเคอาจจะปลอบใจตัวเองได้ว่าแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว  แต่ถ้าลึกๆล่ะรู้สึกอย่างไร  ผมมั่นใจว่ามันต้องมีเจ็บจึ้กๆอยู่เป็นแน่  ยอมเจ็บอย่างห่างๆแล้วปลอบใจตัวเองว่ามีความสุข แทนที่จะเข้าไปจีบ เข้าไปทำความรู้จักแบบเป็นธรรมชาติ  คงเป็นพฤติกรรมของโรค พระเอกMVsyndrome  แล้วพฤติกรรมของโรคนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ  มักจะทำดีกับผู้หญิงที่ตัวเองรักแบบว่าดียิ่งกว่าเคยทำให้กับแม่ของตัวเองเป็นไหนๆ   กระเป๋าเธอถือเองได้ก็จะแย่งถือ  ประตูที่ขวางหน้าเธอทุกบานก็จะแย่งเธอเปิดให้หมด  เธออยู่ที่ไหนก็พร้อมจะอยู่ที่นั่นกับเธอตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงกับอีกสามสิบนาที(แล้วแม่เอ็งไปไหนแล้วล่ะ บักหำ!)   แล้วผู้ชายกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นฝ่ายอกหักถูกผู้หญิงทิ้ง  ในที่สุดก็ได้เป็นพระเอกMV สมใจ  แต่อย่าลืมนะครับ ว่าพระเอกในMVน่ะ  เขาอกหักแบบได้สตังค์ ดูดีและมีผู้ชมผู้ฟังทางบ้านคอยเห็นใจอีกเป็นหมื่นเป็นแสน  แต่พระเอกMV ในชีวิตจริงอย่างพวกคุณน่ะ  ไม่มีใครเขาสนใจเท่าไหร่หรอก  เขาก็เห็นคุณเป็นหนึ่งในคนป่วยโรค พระเอกMV syndrome เหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ  และถ้าผ่านชีวิตช่วงนี้จนกลายเป็นผู้ใหญ่  โดยมากโรคนี้จะหายไปเองตามประสบการณ์ชีวิต    แต่สำหรับบางคนอาจจะยังเป็นอยู่ตลอดชีวิตก็ได้

MV เพลงเศร้าที่เห็นได้จนเกร่อในสมัยนี้ผมว่ามันเป็นเหมือน Protocol ที่ฝังลึกเข้าไปในจิตใต้สำนึกของวัยรุ่นหลายคน  คอยกำหนดฤติกรรมที่จะแสดงออกเวลาเกิดความรู้สึกชอบในเพศตรงข้าม  และในจิตใต้สำนึกนั้นก็โหยหาการผิดหวังในความรักโดยไม่รู้ตัว   รักเธอเท่าฟ้า รักตัวเองเท่าขนหมา  จะเห็นได้ว่าผมยกตัวอย่างผู้ชายเป็นส่วนใหญ่  เพราะผมเป็นผู้ชาย และเคยเห็นผู้ชายกลุ่มที่เป็นโรค พระเอกMV syndrome มาหลายคน  สำหรับ นางเอกMV syndrome ก็อาจจะมีบ้างนะ  แต่คงไม่เยอะเท่า พระเอกSyndrome

ท้ายนี้ผมอยากจะฝากไว้ว่า พระเอกMVน่ะปล่อยมันเศร้าไปเถอะ  สำหรับพระเอกในชีวิตจริงอย่างพวกเราน่ะ  เราเลือกได้ว่าจะมีความสุข   เราไม่ต้องมาคอยอ้อนง้อขอความรักแบบพระเอกMVหรอก พระเอกอย่างเราน่ะ ต้องฝ่ายรักตัวเองให้มากๆแล้วเผื่อแผ่ความรักไปยังเธอคนที่เราคิดว่าใช่   จริงไหมล่ะครับ

แต่ท้ายที่สุด อย่าลืมแม่ของตัวเองนะ ( บักหำ!!)

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กรอบความคิด



สังคมสมัยใหม่แห่งยุคโลกาภิวัฒน์  เด็กรุ่นใหม่เชื่อผู้ใหญ่น้อยลงและเชื่อตัวเองมากขึ้น   แทนที่จะปรึกษาคนรอบข้างก็ปรึกษาอินเตอร์เน็ตแทน   การติดต่อสื่อสารทั้งข้อความ ภาพ เสียง ที่ไร้พรมแดนภายในเสี้ยววินาที ก่อให้เกิดการไหลบ่าของกระแสวัฒนธรรม วัฒนธรรมและค่านิยมตะวันตกเริ่มเข้ามาผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมไทย(แทบจะเขมือบกลืน)  จึงไม่แปลกที่เด็กสมัยนี้จะแหกคอกมากขึ้น  การแหกคอกที่ว่าส่วนใหญ่จะไม่ก้าวร้าวแบบใช้กำลัง  แต่จะแข็งกร้าวด้วยเหตุผล  เหตุผลที่สวนออกไปทำลายเหตุผลที่อ่อนกว่าของระบบเดิมๆที่ยึดถือกันมาแต่เดิม ระบบที่คนรุ่นก่อนสร้างขึ้นเพื่อเป็นกุศโลบายในการอบรมคนรุ่นหลัง  เริ่มถูกเหตุผลและความเป็นตัวของตัวเองของคนรุ่นใหม่กัดเซาะ จนต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบของระบบเดิมไป หรือไม่ก็ยกเลิกบางระบบไปเลย ยกตัวอย่างเช่นระบบSotus ที่เมื่อก่อนเป็นที่นิยมในมหาวิทยาลัย  แต่ปัจจุบันนั้นแผ่วกำลังลงเต็มที    

"จินตนาการสำคัญกว่าความรู้"  เป็นคำกล่าวยอดฮิตของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง ไอสไตน์  คำกล่าวนี้เป็นจริงหรือไม่ก็สังเกตได้จากเทคโนโลยีในปัจจุบันที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา   ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงจากจินตนาการแทบทั้งนั้น  สิ่งใหม่ๆจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องเริ่มต้นจากความกล้าที่จะคิดให้ต่างจากรูปแบบเดิมหรือที่เรียกว่า "คิดนอกกรอบ"  ซึ่งหลายองค์กรการทำงาน(ยกเว้นระบบราชการ) ต้องการบุคลากรที่มีคุณสมบัตินี้   "คิดนอกกรอบ"เป็นบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์  เป็นหนทางออกใหม่ๆของปัญหาเดิม  เป็นอะไรที่เท่ๆที่คนรุ่นใหม่หลายคนสรรเสริญ จนนำไปสู่อะไรพิเรนทร์ๆหลายอย่างของวัยรุ่น  ที่ยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำว่า "คิดนอกกรอบ" อย่างถ่องแท้เสียเท่าไหร่

แต่ในความคิดของผมนั้น  ผมมองว่าถึงแม้บางความคิดจะมองว่าเป็นความคิดนอกกรอบ  แต่มันก็ยังมีกรอบอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่ามาล้อมความคิดนั้นอยู่  ผมเห็นได้จากประสบการณ์การเป็นนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์  ซึ่งในบางคาบเรียนอาจารย์ผู้สอนจะนำตัวอย่างเคสของคนไข้มาให้นักศึกษาวิเคราะห์    นักศึกษาต้องวิเคราะห์หาสาเหตุการป่วยแล้วจึงกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม  มันเป็นอะไรที่ให้ความรู้สึกท้าทายเหมือนกำลังอ่านนิยายสืบสวนไขคดี  นักศึกษาบางคนเสนอความคิดเห็นที่เพื่อนคนอื่นๆหรือแม้แต่อาจารย์เองก็ยังคิดไม่ถึง แล้วก็ชวนให้ขบคิดต่อ   แต่ในขณะที่นักศึกษาบางคน (ผมเองครับ)ที่เสนอแนวความคิดที่คนอื่นๆไม่ได้คิดถึง   ความคิดดังกล่าวนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย เนื่องจากมันนอกกรอบเกินไป  นอกกรอบวิชาการไปจนกลายเป็นแค่ความคิดแผลงๆ  ที่เป็นเช่นนี้เพราะตอนเรียนผมนั่งสัปหงกเป็นส่วนใหญ่  ทำให้ตามไม่ทันกรอบความคิดทางวิชาการซึ่งคอยกำกับไม่ให้ความคิดของนักศึกษาออกทะเลไปจนไร้ความหมาย


"คิดนอกกรอบ" เป็นสิ่งที่ดี แต่ กรอบความคิดก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์    ความคิดนอกรอบ จะเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ได้ ก็ต้องอยู่ในกรอบของการนำไปใช้ได้จริง  ความคิดนอกกรอบจะเป็นความคิดสร้างสรรค์หรือความคิดเพ้อฝัน ก็แบ่งกันที่กรอบความคิดนี่แหละครับ    

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ป้อฮับ แม่ฮับ ป๋มตัดทรงโมฮอคมาฮับ




ครั้งหนึ่งตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย ผมเคยคิดว่าจะลองตัดผมทรงนี้ดูสักครั้งในชีวิต  และก็แอบคิดอยู่ลึกๆเรื่อยมาจนปัจจุบันตอนนี้จะขึ้นชั้นปีที่ 4 ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้ว  อยู่ในช่วงปิดเทอมกำลังจะเปิดเทอม ช่วงนี้เองที่ผมเริ่มตระหนักแล้วว่าถ้าไม่ตัดทรงนี้ในช่วงนี้  วันหน้าจะไม่มีโอกาสได้ตัดอีกแล้ว   เพราะถ้าเปิดเทอมแล้วตัดทรงนี้เข้าคณะก็จะถือเป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่  ปิดเทอมปีหน้าต้องฝึกงานเป็นส่วนใหญ่ไม่รู้จะมีเวลาได้ตัดหรือเปล่า  จบออกไปทำงานเป็นเภสัชกร  ขืนตัดทรงนี้คนไข้ก็จะกลัวเอาเปล่าๆ  ถึงจะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ไม่ตัดก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ลึกๆในใจมันท้าทายตัวผมอยู่ตลอดเวลา "มึงกล้าตัดหรือเปล่าไอ้วิน  ถ้าไม่ตัดตอนนี้ก็จะไม่ได้ตัดอีกแล้วนะเว้ย" ความจริงผมจะเมินเฉยทำเป็นไม่สนใจก็ได้  แต่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจลองตัดผมทรงนี้ดูในที่สุด

พอตัดเสร็จมีเด็กวัยรุ่นสองคนต่อคิวตัดต่อจากผม  มันสองคนหัวเราะกันใหญ่ แต่ไอ้คนหนึ่งก็รีบเตือนเพื่อนว่า "เดี๋ยวโดนตีนะเว้ย" ผมหันไปมองหน้าเป็นเชิงจะบอกว่า "ไม่เป็นไร ตูไม่คิดมาก" แต่พอมองหน้าปุ๊บมันก็หุบยิ้มรีบหันไปทางอื่น  ก็ไปออกกำลังกายที่สนามกีฬาเทศบาลต่อ  รู้สึกว่ามีคนมองตั้งแต่เข้าสนามยันออกจากสนาม  ระหว่างกลับก็เตรียมใจอยู่แล้วว่าพ่อกับแม่ต้องรับไม่ได้  แล้วก็จริงดังคาด ได้รับคำด่าว่าจากพ่อและแม่มาคนละชุด  พ่อด่าประมาณว่าผมชักจะเพี้ยนแล้ว  คราวหน้าต้องควบคุมความประพฤติให้มากๆ  ส่วนแม่จะด่าแบบเจ็บ " ไม่เห็นคุณค่าในตัวเองใช่มั้ย  ถึงต้องไปตัดผมให้คนอื่นเขาสนใจมอง"  เข้าบ้านได้แป๊บเดียวพ่อก็ไล่ไปตัดทิ้งเสียแล้ว  ผมต่อรองกับพ่อว่าจะตัดพรุ่งนี้เพราะจะถ่ายรูปเก็บเอาไว้ก่อน   เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยตัดผมทรงนี้มาแล้ว

ถึงจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆไม่ถึงหนึ่งวันเต็ม แต่ผมกลับรู้สึกได้เรียนรู้อะไรจากผมทรงนี้    เมื่อเปลี่ยนทรงผมก็รู้สึกว่าความคิดที่เรามีต่อตัวเราและโลกใบนี้มันเปลี่ยนไป   ได้สัมผัสอารมณ์แบบเป็นตัวของตัวเองไม่ต้องแคร์สังคม  และก็มีอิทธิพลต่อความคิดของคนอื่นเป็นอย่างมาก  ผมรู้สึกได้ว่าหลายคนตัดสินผมไปแล้วตั้งแต่แรกเห็น เรียกว่าการเหมารวม(sterotype) ไอ้นี้ตัดผมทรงนี้มาแสดงว่ามันเปรี้ยวแน่  อย่างไอ้น้องสองคนที่หัวเราะ  มันก็คิดว่าถ้าหัวเราะเกินงามจะโดนผมตีเอา  ซึ่งตัวผมจริงๆไม่ทำแบบนั้นแน่นอนเพราะไม่ใช่ตัวตนของผม   และหลายคนก็มองผมแต่ไม่กล้ามองแบบตรงๆ  สายตาเหล่ามองผมด้วยแววตาที่สะท้อนความรู้สึกที่ต่างจากตอนที่ผมตัดทรงธรรมดา   ความคิดที่ผมมีต่อตนเองกับความคิดที่คนอื่นมีต่อผมมีความสัมพันธ์กันอย่างน่าประหลาด    เมื่อไปไหนมาไหนแล้วมีแต่คนมองด้วยสายตาแปลกๆ  ผมก็ปรับตัวตามโดยเปลี่ยนความคิดตนเองให้ไม่แคร์สายตาคนรอบข้างเท่าไหร่   ถึงจะเป็นแค่เรื่องทรงผมซึ่งเป็นแค่ขนบนหัวที่รูปทรงเปลี่ยนไป  แต่การจะตัดผมทรงหนึ่งคุณก็ต้องแลกด้วย "อัตลักษณ์" บางอย่าง   อย่างเช่นการตัดผมทรงโมฮอค   ผมอาจจะได้เป็นเป้าความสนใจ  อาจจะรู้สึกสะใจ  เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น กล้าทำอะไรห่ามๆมากขึ้น แต่จะให้คนอื่นมาให้เกียรติผม  มองว่าผมเป็นคนดี อยากคุยด้วยนั้น  ถือว่ายาก

ไม่รู้ว่ากลไกลอะไรของสังคมที่เป็นตัวกำหนดว่า ผมทรงนี้ แต่งตัวแบบนี้ต้องเป็นพวกเด็กมีปัญหานะ  อาจจะมาจากสื่อโทรทัศน์ที่เราเคยเห็นแบบอย่างจากภาพยนต์  เห็นจากข่าวตอนเด็กแว๊นถูกจับ  หรืออาจจะเป็นสัญชาตญาณของคนเราที่ถูกกระตุ้นด้วยสีสันและรูปร่างที่ไม่ราบเรียบสม่ำเสมอเหมือน ผมรองทรง หรือ การใส่สูท  ทั้งๆที่คนที่สักเต็มตัวหลายคนก็มีอัธยาศัยดีกว่าคนใส่สูท     ผมก็ลองคิดดูขำๆว่าถ้าบังเอิญในสมัยหนึ่งมีหมอที่รักษาคนไข้เก่งมากจนชื่อเสียงโด่งดัง โดยที่ลักษณะเด่นของหมอคนนี้คือผมทรงโมฮอค  ไม่แน่ว่าหลังจากนี้ สายวิทยาศาสตร์สุขภาพอาจจะตัดทรงโมฮอคกันหมดก็ได้  ถ้าเป็นเช่นนี้ผมทรงโมฮอคก็อาจจะกลายเป็นทรงผมที่ดูสุภาพ  ในอีกมุมหนึ่งพวกที่อยากเป็นของตัวเอง  อยากฉีกจากกรอบเดิมๆให้ไม่เหมือนใคร  ก็อาจจะหันไปตัดผมรองทรงกันก็ได้  แล้วพอมีใครตัดรองทรงมา ก็อาจจะถูกเหมารวมเอาได้ว่า "ไอ้นี่มันเปรี้ยวนี่หว่า"

แต่สุดท้ายจริงๆมันก็แค่ รูปร่างของขนบนหัว  เป็นแค่ด่านแรกของการตัดสินว่าคนๆหนึ่งเป็นอย่างไร  แค่นั้นแหละครับ

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ระหว่างทางสู่ความอิ่ม..ดับกระหาย...และหายหื่น




ทั้งๆที่กินข้าวกลางวันแบบข้าวกล่องเข้าไมโครเวฟที่ซื้อจากเซเว่น และแตงโมสองผีกใหญ่ที่ซื้อจากรถเข็นด้านหน้า  อีกทั้งสเลอปี้แก้วเล็กอีกแก้วหนึ่ง  รวมแล้วที่กินไปก็ไม่ใช่น้อยๆเลย   แต่ไม่รู้ทำไมเวลาราวบ่ายสามโมงครึ่งกลับรู้สึกหิวจนแสบท้อง  ยืนเลือกรสบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่บ้านอยู่พักหนึ่ง(พอดีว่าที่บ้านเปิดร้านขายของชำครับ) เลือกได้ไวไวรสต้มยำกุ้งซองสีเขียวเพราะคิดถึงรสชาติเผ็ดเล็กน้อย มันๆและหอมกลิ่นกะทิ   จับไวไวลงหม้อพร้อมกับไข่ตามขั้นตอนการต้มที่เคยชิน  ทว่าตอนกำลังจะใส่เครื่องปรุงนั่นเอง  ซองผงกะทิสีขาวที่ปรกติมันจะแถมมาให้  คราวนี้กลับไม่มีแถมมาในซอง  คาดว่าน่าจะเกิดจากความผิดพลาดในขั้นตอนการบรรจุของบริษัท   ทำให้ได้ไวไวต้มยำกุ้งที่รสชาติแสนธรรมดา  แค่คำว่าธรรมดายังไม่พอ ต้องใช้คำว่า ธรรมด๊าธรรมดา   กินไปอย่างเซ็งอารมณ์นิดหน่อย  พอกินเสร็จก็อิ่ม  อิ่มแล้วก็ไม่เซ็งอีกต่อไป  รสชาติที่ผ่านมาไม่ได้มีความสำคัญอะไรแล้วเพราะตอนนี้อิ่ม   ไอ้ตอนนี้นี่เองพลันคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จนเป็นเหตุให้ต้องมาเขียนบทความนี้ในที่สุ
ด
อันความอยากของคนเรานั้นไซร้  มีช่องทางการตอบสนองของคนเราได้หลายทางไม่ว่าจะเป็น  หู ตา จมูก ลิ้น หรือ สัมผัส  สำหรับผู้ชายเวลาที่แรงขับดันตามธรรมชาติมันเรียกร้อง  แล้วเห็นผู้หญิงสวยเซ็กซี่  ความหื่นก็บังเกิด  ถ้าหน้ามืดจริงๆจะให้เสียเงิน  อ้อนวอน ไปรับไปส่ง หรือฉุดกระชากยังไงก็ช่าง  ได้หมด  ขอแค่ได้ตอบสนองความอยาก(หื่น)ที่มีอยู่ภายใน  แต่พอความหื่นจบไป  ระหว่างทางที่กำลังปลดเปลื้องความหื่นนั่นก็หมดความสำคัญลง  ลองสมอยากแล้วถ้าผู้หญิงยังเรื่องมาก  อาจจะโดนถีบตกเตียงได้

"สิ่งที่มีค่าของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย  แต่อยู่ที่การดื่มด่ำไปกับระหว่างทาง"  ประโยคนี้หลายคนไม่ค่อยได้ใช้กับการทำงานหรือตามความฝันเท่าไหร่   แต่เกือบทุกคนมักจะใช้ไปกับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของตนเอง  เรากินอาหารเพื่อให้อิ่ม  แต่ก่อนจะอิ่มก็ขอดื่มด่ำกับรสชาติของมันให้เต็มที่จนเป็นที่มาของ อาหารคำละหมื่นบาท!!  เมื่อกระหายน้ำก็ขอเป็นน้ำโซดาไลม์ที่ไม่ใส่โซดาเยอะเกินไป  หรือผู้ชายหลายคนที่บ่นว่าชีวิตรันทดขาดผู้หญิง  ได้แต่ใช้มือช่วยเหลือตนเองไปวันๆ  ทั้งๆที่ไม่ว่าจะมีผู้หญิงหรือจะมีแค่มือก็สามารถไปถึงจุดหมายแห่งการเสร็จสมอารมณ์หมายได้เหมือนกัน     ความจริงการตอบสนองความต้องการพื้นฐานไม่ได้ยุ่งยากเลย  มันยุ่งยากก็เพราะประโยคที่ว่า  "สิ่งที่มีค่าของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย  แต่อยู่ที่การดื่มด่ำไปกับระหว่างทาง"

ทุกสิ่งในโลกล้วนมีการเปลี่ยนแปลง  มีเสื่อมสลาย  วิวัฒนาการ และพัฒนา  ความต้องการพื้นฐานของเราก็สามารถพัฒนาตัวของมันได้  เป็นไปในทางที่สุนทรีกว่าเดิม  ในบางครั้งเองเราก็ไม่ได้หิวเท่าไหร่  แต่พอนึกถึงรสชาติอาหารบางอย่างแล้วอยากกินมันขนาด  ก่อนที่จะดับกระหายก็ขอให้เป็นไวน์ที่มีระดับ  ก่อนที่จะหายหื่นก็ขอให้ผู้หญิงที่เราปลดเปลื้องหล่อนให้ปลดเปลื้องความหื่นของเรานั้นเป็นสาวที่สวย เซ็กซี่  เรียกได้ว่าโหยหาถึง "ระหว่างทางอันแสนงดงาม" 

แต่ก็ต้องขอขอบคุณ "ระหว่างทางอันแสนงดงาม" เหล่านั้นที่ก่อให้เกิดศิลปะแขนงต่างๆมากมาย  ไม่ว่าจะเป็น เชฟกระทะเหล็ก  นักเขียนรางวัลซีไรต์  สุดยอดสาวของThe girls next door  และอื่นๆอีกมากมาย ล้วนมีส่วนช่วยให้โลกใบนี้มีสีสัน   มีความหมายมากกว่าสัตว์เซลล์เดียวที่มีชีวิตอยู่และสืบพันธุ์ไปวันๆ  และในบางครั้งศิลปะที่เกิดจาก "ระหว่างทางอันแสนงดงาม" เหล่านั้นเอง  ก็ทำให้เราเข้าถึงและเข้าใจความหมายของอะไรหลายๆอย่าง  ความหมายของโลก  ความหมายของชีวิต  หรือจิตวิญญาณของตัวเอง   และ "ระหว่างทางอันแสนงดงาม" ยังช่วยจุดประกายความคิดให้เขียนบทความนี้ขึ้นมา

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เมื่อทุกคนในโลกใบนี้หน้าตาเหมือนกันหมด




ในสังคมปัจจุบัน การศัลยกรรมไม่ว่าจะเป็นเปลี่ยนแปลงใบหน้าให้เป็นแบบตามที่ตนต้องการซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก  หรือเสริมส่วนสัดที่แม่ให้มาน้อยหรือยังไม่เป็นที่พอใจให้ใหญ่ขึ้นซึ่งเป็นที่นิยมไม่แพ้กัน  ขอเพียงแค่มีสตังค์กับความกล้าเพียงพอ  ไม่ว่าใครก็ทำได้  ในวงการบันเทิงเป็นที่นิยมทำกันมาก  มากจนเรียกได้ว่าน่าตกใจ  ไม่ใช่แค่นั้นแม้แต่คนที่เรารู้จักหลายคนที่ไม่ต้องใช้หน้าตาหรือเรือนร่างหากินแต่อย่างใด  ก็ยังไปทำศัลยกรรมมา
เนื่องจากค่านิยมของคนในปัจจุบันจะเน้นหนักไปในเรื่องของทุนนิยมและวัตถุนิยม  คนก็เปรียบเสมือนวัตถุชนิดหนึ่งที่จะถูกคนอื่นประเมินค่าจากรูปร่างภายนอก  เกิดเป็นผู้หญิง ถ้าหน้าตาสวยกว่า นมใหญ่กว่า โอกาสได้งานทำหรือได้ผู้ชายเลี้ยงก็มีมากกว่า  คนอื่นก็ยกย่องเชิดชูมองด้วยความอิจฉา  รูปร่างหน้าตาเปรียบเหมือนใบเบิกทางในสังคมปัจจุบัน  ด้วยเหตุนี้ทำให้การทำศัลยกรรมก็คล้ายกับการลงทุนชนิดหนึ่ง  ขอเพียงไปฉีดกลูต้าไทโอนให้ขาวขึ้น เสริมส่วนเว้าโค้งให้อึ๋มขึ้น  ก็สามารถใช้เรือนร่างของตนเองหาเงินได้ไม่ว่าจากการ เป็นพริตตี้ เป็นนางแบบ  เป็นดารา หรือการเป็นเป็นเลขาของผู้จัดการบางท่าน(ซึ่งสำหรับบางท่านแล้ว  ความสวยและอึ๋มมีผลต่อการรับพิจารณาเข้าทำงานไม่น้อย)
หลายคนอาจจะไม่ได้ใช้รูปร่างหน้าตาของตนทำมาหากิน  แต่รูปร่างหน้าตาก็มีความสำคัญต่อความรู้สึกที่เรียกว่า "ความรู้สึกดีกับตัวเอง" ซึ่งความรู้สึกที่ว่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญกับคนเรามากจริงๆ  ถ้าเกิดคนคนหนึ่งต้องทนอยู่กับความไม่ชอบไปตลอดโดยเฉพาะ "ตัวเอง" แล้วเนี่ย ลองคิดดูว่าจะทำให้ทุกข์ใจแค่ไหน  บางคนอาจจะรู้สึกดีกับตัวเองได้ในส่วนอื่นๆที่เป็นส่วนดีของตัวเรา (ทุกๆคนต้องมีส่วนดีของตัวเองบ้างอยู่แล้วล่ะน่า อย่าปฏิเสธเลย) อย่างเช่น นิสัยดี  มีความสามารถ มีความรับผิดชอบ  มีครอบครัวอบอุ่น  แต่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนิยมประเมินคุณค่าทุกสิ่งจากรูปลักษณ์ภายนอก   โดยเฉพาะตัวเรา ถ้าเราสวยเราก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า  ด้วยเหตุนี้การศัลยกรรมจึงเป็นทางออกที่เป็นที่นิยม
แต่ศัลยกรรมต้องแลกด้วย เงิน ความกล้า และความเสี่ยงที่อาจจะออกมาผิดพลาด แค่นั้นจริงๆเหรอ  ผมว่าต้องแลกด้วยอะไรที่มากกว่านั้นนะ  และเป็นสิ่งที่สำคัญมากก็คือ ความเป็น "อัตลักษณ์" ของแต่ละคน  เสน่ห์ของคนเราอยู่ที่ความเป็นตัวของตัวเอง  การที่เราศัลยกรรมให้เค้าหน้าคล้ายกับคนอื่น  หน้าตาออกมาเหมือนสาวเกาหลีเป็นบล็อกเป็นบล็อก  สังคมอาจจะยอมรับ  หนุ่มๆอาจจะเหลียวตามมามอง   แต่เราจะมีโอกาสโดดเด่นขึ้นมาได้ยังไงในเมื่อหน้าเหมือนกันหมด  ไม่แน่ว่าในอนาคตเมื่อคนทั้งโลกผ่านการศัลยกรรมจนหน้าเป็นบล็อกเกาหลีเหมือนกันหมดค่อนโลก  คนที่ถือว่าหน้าตาไม่ค่อยดีในปัจจุบันอาจจะกลายเป็นคนหน้าตาดีในอนาคตก็ได้  เพราะความโดดเด่น ความไม่เหมือนใคร ความเป็นธรรมชาติ  อาจจะทำให้การประเมินค่าของคนอื่นเปลี่ยนมุมมองไป
และเมื่อผ่านศัลยกรรมแล้ว  กลับบ้านไปพ่อแม่จำไม่ได้ว่าเป็นใคร   ความรู้สึกมันคงพิลึกน่าดู
ยังไงก่อนที่จะไปศัลยกรรมก็ฝากถามตัวเองก่อนแล้วกันว่า  คุ้มแล้วหรือยังกับการแลกด้วย "อัตลักษณ์" ของตัวเอง  ผมไม่ได้แอนตี้นะ แค่ลองเสนอมุมมองที่น่าคิดในแนวสวนกระแสนิยมดูก็เท่านั้นเอง

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตักตวงมันส์จากชีวิต

ผมชอบเปิด Youtube ดูคลิปของ Jason Mraz ศิลปินเจ้าของเพลงชาติประจำชายหาดสุดฮิตติดชาร์ตอย่าง I’m yours ท่วงทำนองสบายๆอบอุ่นหัวใจและเป็นกันเองกับโลกใบนี้  สามารถสะท้อนความเป็น Mraz ได้ดีมาก  ผมสังเกตเห็นทุกครั้งที่ออกอัลบั้มใหม่ รูปลักษณ์ของเขาจะเปลี่ยนไป  แต่ก็ยังคงความเป็น JM อยู่ลึกๆ   ตั้งแต่อัลบั้มแรกที่ใส่หมวกแก๊ปสีแดงคล้ายเด็กฮิปฮอป  จนถึงอัลบั้มล่าสุดที่ไว้ผมเครา  ผมยาวหยิกประบ่าฟูเล็กน้อย  เสื้อเชิร์ตเซอๆและกางเกงยีนส์ให้ความรู้สึกเหมือนศิลปินติดดิน   มีบางคนคอมเมนต์ในYoutubeไว้ว่า “ He looks like Jesuz “ ผมไม่ดูแค่คลิปเพลงของเขาอย่างเดียว  ผมยังชอบดูคลิปทริปการเดินทางและชีวิตประจำวันของเขาด้วย  คลิปหนึ่งเขาไปนั่งเล่นกับนักดนตรีเปิดหมวกข้างถนนในฝรั่งเศส  อีกคลิปเขาไปสอนเด็กที่อูกันดาร้องเพลง “Freedom song” และอีกหลายๆคลิปซึ่งถ้าจะให้บรรยายคงต้องใช้อีกหลายหน้ากระดาษ  ทุกครั้งที่ผมมองดูเขาผมรู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างให้ผมอยากไปค้นหาความเป็นตัวตนของ Jason Mraz  มันดูสนุก น่าค้นหา และท้าทาย  เขาทำสิ่งที่หัวใจบอกให้ทำ สิ่งที่หลายคนก็อยากทำแต่ไม่ได้ทำ  โลกที่สะท้อนมาจากในความคิดของเขามันช่างดูมีสีสัน  ผมและคนอื่นๆเองก็คงถูกดึงดูดให้อยากเข้าไปสัมผัสโลกใบนั้นบ้าง

 
สำหรับอีกคนหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจอันแรงกล้าให้แก่ผมและอีกหลายชีวิตทั่วโลก  ชื่อของเขาคือ Kyle maynard แชมป์มวยปล้ำที่มีความพิเศษกว่านักมวยปล้ำคนอื่นๆ คือ เขาไม่มีแขนขาแม้แต่ข้างเดียว  ผมรู้จักKyleจากหนังสือ “ชีวิตไม่มีข้ออ้าง” ซึ่งเขาเป็นคนเขียน  ชายวัยสามสิบต้นผู้นี้ไล่ทำสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำ  เขาสามารถทำลายสถิติโลกในการยกน้ำหนักท่าเบนช์เพรซดัดแปลง   เขาพิมพ์ได้เร็ว 50 คำต่อนาที  จับปากกาเขียนหนังสือได้เหมือนคนปรกติ  ขี่ม้า  ขับรถ  ดิ่งพสุธา  และสิ่งต่อไปที่เขาตั้งใจจะพิชิตก็คือ เทือกเขาเอเวอร์เรสต์  ประโยคหนึ่งของเขาที่โดนใจผมมากก็คือ  “ผมเชื่อว่าเราทุกคนต่างเป็นคนพิการไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  รวมถึงการพิการทางนิสัยและบุคลิกภาพด้วย  ความพิการของผมก็แค่บังเอิญเห็นได้ชัดกว่าความพิการบางอย่างเท่านั้นเอง” ชายผู้นี้ได้พิสูจน์แล้วว่า นอกจากเป็นแชมป์มวยปล้ำแล้ว  เขายังเป็นแชมป์ในชีวิตจริงอีกด้วย  ด้วยปรัชญาอันแสนเรียบง่ายของเขา “ไม่มีข้ออ้าง” แทนที่จะมองเรื่องยากให้เป็นเรื่องท้อแท้  Kyle maynard กลับมองมันเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องพิชิตให้ได้  ลายสักรูปเสือที่ไหล่ของเขาสะท้อนให้เห็นตัวตนภายในที่ฉายออกมาทางแววตา

หลายคนก็คงมีหลายสิ่งที่อยากจะทำ  ตัวผมถ้าให้ลิสต์รายการก็คงได้เป็นหน้ากระดาษ  ผมอยากเต้นป๊อบปิ้งแดนซ์ได้ สามารถบีบอยลังกาเกลียวสักสี่รอบกลางอากาศ  อยากเล่นกีต้าร์ให้เทพๆไปวาดลวดลายบนเวที  อยากร้องเพลงให้เพราะๆโดนใจผู้ฟังจนน้ำตาไหลอย่าง พี่กิ๊ก Thailand got talent  อยากเป็นศิลปินแต่งเพลงง่ายๆแต่อมตะ  เขียนเรื่องสั้นฝากโลกไว้ซัก 1500 เรื่อง  เรียนให้ผ่านสบายๆพ่อแม่หายห่วง รวมถึงการได้เขียนบทความลงบล็อกอย่างสม่ำเสมอ  แต่ที่ผ่านมาผมแทบไม่ได้ทำตามที่ตั้งใจเอาไว้เลย  ผมมัวแต่เสียเวลารีเฟรชหน้าเฟสบุ๊ค  ดูคลิปเดิมๆในยูทูป  อ่านกระดานข้อความตอบปัญหาหัวใจ  ดูหนังAV หรือไม่ก็นอนอยู่บนเตียงเฉยๆแล้วคิดว่าจะทำนู่นทำนี่แต่ก็ไม่ได้ทำซักที  แล้วช่วงนี้ยิ่งมีปัญหาหัวใจก็ยิ่งกลับไปย้ำคิดอยู่กับเรื่องเดิมๆ   ชีวิตชีวาเริ่มเหือดหายไปจากชีวิต  อยากหลบหนีโลกแห่งความจริงไปนอนอุดอู้สักพัก  แต่ในที่สุดเมื่อผมตัดสินใจฝืนความเคยชินเก่าๆ  ลุกจากเตียงขึ้นมาลงมือทำอะไรบางอย่าง  ผมพลันรู้สึกได้ถึงชีวิตชีวาจากการใช้ชีวิต  แทนที่จะหมกมุ่นคิดแต่ว่า “ทำยังไงให้เขารักเราคนเดียว”  โลกนี้ยังมีอย่างอื่นให้ทำและเราก็ทำได้อีกหลายอย่าง  ผมเริ่มเข้าถึงแรงดึงดูดที่ Jason Mraz และ Kyle Maynard มีต่อผม   ตอนนี้รู้สึกว่าผมกำลังดึงดูดตัวผมเอง  สัมผัสได้ถึงความ สนุก น่าค้นหา และท้าทาย  ผมชักจะหลงรักตัวเองแล้วสิ

เขารักเราหรือเปล่าเราไม่รู้  แต่เรารักตัวเราเองได้  เรารู้และรักในสิ่งที่เราเป็น  และมุ่งมันทำสิ่งที่เรารักให้โลกรู้ว่าเรารักตัวเองมากแค่ไหน   คุณจะรักคนอื่นได้อย่างไรถ้าแม้แต่ตัวเองคุณยังรักไม่ได้  และเมื่อไหร่ที่คุณรักตัวเองได้คุณก็จะรู้ว่าชีวิตนี้มีความมันส์ให้ตักตวงอีกเยอะ

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เลนส์ใจฉายภาพโลก




ผมเคยเกิดความสงสัยเวลา มองคนสองคนที่รูปร่างหน้าตาคล้ายกันเดินมาด้วยกัน   แต่เพียงปราดเดียวผมก็มองออกว่าคนทั้งสองคนมีนิสัยและวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน  ทั้งๆที่ยังไม่ได้ลองพูดคุยทำความรู้จัก  ราวกับว่ามีภาพฉายสะท้อนผ่านทาง สายตา การก้าวเดิน   และทุกๆอิริยาบถในชีวิตประจำวัน  บางครั้งเพียงแค่อยู่เฉยๆผมก็สามารถสัมผัสถึงความเป็นตัวตนของเขาที่ฉายออกมาได้    
สิ่งที่ผมสัมผัสได้ ผมคิดว่ามันคือ  พลังแห่งทัศนคติที่เขามองโลกใบนี้
ทำไมเธอคนนี้ถึงร่าเริง  ยิ้มได้ทั้งวัน   ยิ้มแต่ละทีทำให้คนรอบข้างรู้สึกว่าโลกสดใส  ในขณะที่อีกคนหนึ่งพยายามยิ้มครั้งแล้วครั้งเล่า  แต่รอยยิ้มก็ยังดูเจื่อนๆ    ถึงจะเป็นรอยยิ้มที่ผ่านการฝึกมาอย่างเช่นรอยยิ้มของนางงาม  แต่ผมก็ดูออกว่าเป็นรอยยิ้มที่ผ่านการฝึกมา  เป็นรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นตามหน้าที่ของการเป็นนางงาม     เพียงแค่รอยยิ้มและการสบตาก็สามารถพาเราไปเห็นภาพที่พวกเขากำลังมองโลกในขณะนี้ 
อยู่กับใครบางคนแล้วรู้สึกอบอุ่นเป็นมิตร ในขณะที่อยู่กับอีกคนแล้วรู้สึกอึดอัด   นั่นคงเป็นเพราะเรามองเห็นภาพที่เขามองโลกใบนี้และมองตัวเอง    แต่ในบางครั้งอาจจะเป็นเพราะภาพที่เรามองเห็นเขาและโลกใบนี้ด้วยก็ได้
ผมเคยอ่านหนังสือหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา  บางเล่มกล่าวว่า สิ่งทั้งปวงล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยง  เมื่อมีทุกข์ก็ย่อมมีสุขเป็นของคู่กัน  แปรเปลี่ยนไปมาเสมอ   บางเล่มก็กล่าวว่า  โลกนี้มีแต่ความทุกข์  การที่เรารู้สึกสุขก็เพราะเรามีความทุกข์น้อยลงก็แค่นั้น
แต่ผมก็แอบมีแนวคิดแย้งขึ้นมาในหัวว่า  เราอาจจะสามารถมีความสุขตลอดเวลาก็ได้  ถ้าเราเปลี่ยนแนวคิดของเรา   เปลี่ยนภาพที่เรามองโลกใบนี้ใหม่    ผมเคยคิดว่าผมทำได้  แต่ด้วยเวลาที่ผ่านเลยและประสบการณ์ที่ผ่านมา   ผมเริ่มคิดว่า “ มันทำได้จริงหรือเปล่าหว่า”
การที่จะคงแนวคิด คงภาพอันสดใสสวยงามของโลกไว้ในใจของเราให้ได้ตลอดนั้นไม่ง่ายเลย  เหมือนตอนผมเล่นเกมส์  แรกๆก็รู้สึกสนุก สบายๆกับมัน  แต่พอเล่นไปสักพักผมเริ่มรู้สึกอินกับมัน  ถึงขั้นโวยวายออกมาเมื่อผมตายในเกม 
แต่สุดท้ายนี้ผมก็ยังคิดว่า เราสามารถสนุกไปกับชีวิตและโลกใบนี้ได้  มองว่ามันเป็นหนังเรื่องหนึ่ง  มีอารมณ์ รักบ้าง สุขบ้าง โกรธบ้าง  เสียใจบ้าง   พอหนังจบ เราก็รู้สึกคุ้มค่าตั๋วไปกับการดื่มอารมณ์ที่หลากหลายเหล่านั้น  ก็แค่นี้ล่ะครับ

วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553

โอ้ ความเบื่อ




ผมมีความเห็นว่า “ความเบื่อ” เป็นแรงผลักดันให้เกิดการทำกิจกรรมมากมาย เป็นแรงผลักดันในเชิงลบ ผู้คนส่วนใหญ่ดิ้นรนเพื่อจะหลุดพ้นจากอิทธิพลของมัน
ขอระบายหน่อยครับ วันนี้เรียนภาษาอังกฤษที่ AUA อาจารย์บ่าก้วยก๋า(แปลว่าฝรั่ง) เขาให้จับคู่กับผู้หญิงในชั้น จำลองสถานการณ์ว่าอยู่ในผับโดยการเปิดเพลงดังๆ แล้วให้เราพยายามพูดทำความรู้จักกับฝ่ายตรงข้าม
ประโยคหนึ่งจากคู่ของผมที่โดนใจผมมากก็คือ do you think it’s boring อื้อหือ.. จี๊ดโดนใจจนหน้าชา สมองมึนตึ้บไปชั่วขณะทีเดียวเชียวครับ ผู้อ่านที่เป็นวัยรุ่นชายราวๆมัธยมปลายน่าจะเข้าใจความรู้สึกของผมดีครับ เรื่องแบบนี้ผมว่ามันเป็นเรื่องศักดิ์ศรีตามธรรมชาติของวัยรุ่นชายเลยนะครับ
โดยส่วนใหญ่ที่ผมสังเกตเห็นและตัวผมเอง วัยรุ่นให้ความสำคัญของหน้าตาตนเองในสังคมค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่จะเป็นสังคมประเภทเพื่อน ยกตัวอย่างเช่น การตามแฟชั่น การใช้คำหยาบเป็นหางเสียง(เห้! เยะเข้!) วัยรุ่นก็ต้องการเกียรติในหมู่วัยรุ่นด้วยกัน คงไม่มีใครชอบหากถูกตราหน้าว่าเป็นคน น่าเบื่อ
ผมก็รู้ตัวว่าผมบ่อมีไก๊เรื่องพวกนี้ ผมก็พยายามเต็มทีแล้วมันก็ได้แค่นี้แหละครับ แต่ผมคิดว่าตัวเองพอจะมีไก๊เรื่องบ่นเป็นตัวอักษร เลยเลือกที่จะมาระบายความรู้สึกในบล็อกสะเลย
ผมพยายามคิดให้มีสาระด้วยนะครับ ผมคิดว่า “ความเบื่อ” ก็เป็นรูปแบบของความทุกข์อย่างหนึ่ง ไม่ต่างจากความเจ็บปวด ขออนุญาตเรียกว่า ความเบื่อ ก็เป็นวิภาวะตัณหา(สิ่งที่ไม่ให้อยากเกิด ธรรมมะธรรมโมนิดหน่อยอย่าเพิ่งหลับนะครับพี่น้อง!!)เช่นเดียวกับความเจ็บปวด
แต่สังคมเราให้ความสำคัญของความทุกข์สองอย่างนี้ไม่เท่ากันครับ ความเจ็บปวด ยิ่งผู้ใดแบกรับมากก็ดูเหมือนยิ่งได้รับการยกย่องว่ายิ่งใหญ่ อย่างเช่น พระเยซูไถ่บาปให้มนุษย์ ส่วน ความเบื่อนี่ ยิ่งใครแบกรับมันมากก็ยิ่งได้รับการดูถูกนะครับผมว่า และดูเหมือนทุกคนที่แบกรับก็ไม่มีใครตั้งใจจะแบกรับมันสักคน
พระอาจารย์เคยบอกไว้ว่า อยากจะพ้นทุกข์ก็ต้องเรียนรู้จากความทุกข์ ความเบื่อก็เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้เช่นกัน
ผมคิดว่าคนสมัยใหม่ที่ทำอะไรห่ามๆและดูถูกคนน่าเบื่อ ผมว่าลึกๆเขาก็กำลังกลัว “ความเบื่อ” และต้องทำอะไรสักอย่างเพื่ออยู่ห่างจากมันมากที่สุด
แต่หนีต่อไป จนแล้วจนรอดมันก็คงตามทันในที่สุด มีใครบางคนที่มีความรู้เคยบอกไว้ว่า จงเผชิญหน้ากับความทุกข์ด้วยการเรียนรู้มัน
เช่นนั้นแทนที่เราจะเอาแต่ดิ้นรนหนีความเบื่อ พวกเรามาหัดเรียนรู้มันบ้างดีกว่าครับ และโปรดให้โอกาสคนน่าเบื่อด้วย(ขอร้องล่ะครับ โฮๆๆ)
ผมก็ดีแต่พูดแสดงความคิดเห็นไปอย่างนั้นแหละครับ ตัวเองยังไม่ค่อยจะรอดเลย ใครมีความคิดเห็นอะไร ก็ลองแสดงกันได้นะครับ ดีไม่ดีว่ากันอีกทีครับ
ปล.บทความนี้เขียนคู่กับเรื่องสั้น “เดี๋ยวก็ชิน”ครับ มือผมยังไม่ถึง กลัวว่าผู้อ่านอ่านแล้วจะไม่เข้าใจว่าเรื่องสั้นต้องการสื่อถึงอะไร(หลักๆ) ขอบคุณที่อ่านนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553

เด่นด้วยดี มีบ้างไหม

คุณเคยอยากเป็นที่สนใจของคนอื่น หรืออยากให้ใครคนหนึ่งสนใจไหมครับ
ใครคนหนึ่งในที่นี้หมายถึงใครคนที่เราประทับใจ อาจจะเป็นผู้หญิงที่เราแอบชอบ หรืออาจจะเป็นคนอื่นที่เราอยากให้เขาเห็นความสำคัญของเรา
ใครคนหนึ่งที่ว่านี้คงจะมีอะไรบางอย่างโดนใจเราเป็นพิเศษ เช่น ท่าทีสบายๆ หน้าตาดี มีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษ หรือบางครั้งอาจจะถูกชะตาอย่างหาเหตุผลไม่เจอ
เมื่อเกิดความรู้สึกเช่นนี้ สำหรับผมแล้ว ความรู้สึกที่ตามมาก็คืออยากโชว์ความเก่งที่ตัวเองมีออกไปให้เขาเห็น
ยกตัวอย่างเช่น รุ่นน้องคนหนึ่งกำลังเล่นบาส พอรุ่นพี่ที่เป็นฮีโร่ในดวงใจผ่านมาดู ก็เกิดความรู้สึกอยากแย่งลูกจากเพื่อนมาโชว์ท่าเลย์อัพสวยๆ
ผมคิดว่าผมพอจะเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ เพราะผมเป็นออกบ่อย เท่าที่ผมสังเกตจากตัวผมเอง ผมแบ่งความรู้สึกแบบนี้ได้เป็น 2 แบบ
1.ต้องทำอะไร เจ๋งๆเด่นๆ ให้เธอหรือเขาร้องว้าวในใจ
2.อย่าทำพลาด อย่าทำงึกๆงักๆต่อหน้าเธอหรือเขาเชียวนะ
สำหรับข้อ 2 นั้นผมเป็นบ่อยมากครับ ยิ่งตอกย้ำเท่าไหร่ก็ยิ่งพลาด ยิ่งเกร็งจนแสดงความทุเรศออกไป ผมเป็นบ่อยจนเริ่มเข้าใจกลไกของมัน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังทำอะไรกับความรู้สึกนี้ไม่ได้ ทุกข์ใจมาจนถึงทุกวันนี้
มาที่ข้อ 1 ซึ่งผมจะขอเน้นที่ข้อนี้นะครับ ขออนุญาตยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงของผมแล้วกันครับ ในชั้นเรียนผมไปสนใจเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเข้า(ไม่ถึงขั้นปิ๊งหรอกครับ) ผมก็พยายามแสดง(อวด)ความฉลาดโดยการตอบคำถามครู ทำตัวเองให้ร่าเริงในสายตาคนอื่น สายตาผมก็คอยชายดูเธอว่าเธอสนใจเราบ้างไหม แต่เปล่าเลยครับ ทีแรกที่ผมยังทำตัวปรกติธรรมดา ผมยังแอบเห็นว่าเธอสนใจผมบ้าง(แค่สนใจอ่ะนะครับ) มากกว่าในตอนนี้เสียอีก
อย่าเพิ่งส่ายหน้าแล้วกดปิดหน้าต่างไปเสียล่ะครับ ผมคิดว่าเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้อาจจะยังเกิดขึ้นกับอีกหลายคน แม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม
หลังจากที่รู้ว่าเธอไม่ได้สนใจอะไรผม ผมก็มาถามตัวเองว่าเรายังไม่ดีที่ตรงไหน คำตอบที่ได้เป็นการถามตัวเองกลับครับ นั่นคือ… คุณเป็นคนดีแล้วหรือยัง คนดีในความเห็นของผมคือคนที่ทำสิ่งดีๆเป็นส่วนใหญ่
การแสดงความฉลาดให้คนอื่นเห็นเพื่อยกยอตัวเองเป็นสิ่งดีไหม ผมว่าไม่นะครับ การทำตัวร่าเริงเพื่อให้เป็นที่ชื่นชมในสายตาคนอื่น ถือเป็นความดีไหม ผมก็ว่าไม่เช่นกันนะครับ ผมว่าบ่อยครั้งมนุษย์จะมีเซ็นส์ในการแยกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มว่า มาจากความจริงใจหรือไม่ รอยยิ้มที่เผื่อแผ่ความปรารถนาดีกับรอยยิ้มที่มุ่งบำรุงหน้ากากตัวเอง ผมเชื่อว่าผู้อ่านหลายคนก็คงแยกออกได้ด้วยเซ้นส์เช่นกันครับ (เรื่องแบบนี้ เด็กจะมีsenseที่เร็วมาก)
ผมนึกย้อนดูตัวเองว่าช่วงนี้ได้ทำความดีอะไรบ้าง เท่าที่นึกได้นั้นไม่มีเลย และพอคิดว่าเดี๋ยวจะทำความดีอะไรได้บ้าง ช่วงหนึ่งนาทีนั้นผมคิดไม่ออก ให้ดิ้นตายเถอะครับ! และนาทีต่อมาผมค่อยคิดได้ว่า เก็บขยะ โอ้ว! พระเจ้าช่วยมันกล้วยมาก การคิดเรื่องดีๆผมกลับด้อยกว่าเด็กอนุบาลบางคนเสียอย่างนั้น
ผมคิดว่าการใส่ใจกับบางสิ่งมากเกินไปจะทำให้เผลอละเลยบางสิ่งไปโดยไม่รู้ตัวนะครับ เช่น วัยรุ่นที่ลุ่มหลงในความรักจนลืมเลือนพระคุณของพ่อแม่ การที่คนเรามุ่งมั่นแต่จะทำให้ตนเองเก่งก็อาจจะทำให้ความคิดที่จะทำดี เลือนหายไป
ผมแอบไม่สนับสนุนถ้อยคำที่ว่า ให้ตัวเองเก่งก่อนแล้วค่อยทำความดี ครับ เพราะเมื่อเราเก่งจนถึงขั้นนั้นที่เราคิดว่าพอใจ ความคิดที่อยากจะทำดีก็อาจจะเลือนหาย มองไม่เห็นคุณค่าของการทำดีอีกต่อไป ถ้าจะเริ่มก็ต้องมาเริ่มใหม่อย่างเช่น คิดเก็บขยะ แต่งานเก็บขยะก็เป็นงานที่ดีและทำได้ง่ายนะครับ ผมคิดว่าจิตคิดดีก็ต้องได้รับการปลูกฝังไม่ต่างจากการฝึกฝนถึงจะมีได้ ถ้าไม่หมั่นรดน้ำก็จะเฉาตาย วัชพืชต่างๆก็จะขึ้นมาแทนที่
ผมว่าทางที่ดีควรจะพัฒนาความสามารถควบคู่ไปกับการทำความดี เท่าที่สมรรถภาพของเราจะเอื้ออำนวย(การเบียดเบือนตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องดีนะครับ หุๆ) และเมื่อถึงวันที่เราเก่งสมใจ เมื่อนั้นเราก็พร้อมที่จะนำความเก่งของเราไปทำเรื่องดีๆที่ยิ่งใหญ่ได้ในทันที
นี่เป็นแค่การแสดงความคิดเห็นส่วนตัวครับผม ไม่ได้ตั้งใจยัดเยียดความคิดอะไรใส่หัวผู้อ่านหรอกครับ ใครเห็นอย่างไรก็ลองแสดงความคิดเห็นก็ได้นะครับ ที่ผมเขียนบทความ(เรียกว่าบทความได้ไหมนี่)ชิ้นนี้ก็เพราะอยากทำอะไรดีๆบ้าง ตอนนี้ผมคิดได้แค่นี้ล่ะครับ หวังว่านอกจากจะจับผิดผมเพื่อความสะใจ ผู้อ่านทุกท่านจะเกิดแรงจูงใจอยากทำความดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย ผมมีคำกล่าวอยู่ท่านหนึ่ง จำไม่ได้ว่าปราชญ์ท่านใดเป็นคนกล่าว แต่ประทับใจผมมาก
“ถ้าเราเปิดใจ แม้แต่เด็กทารกก็สอนเราได้”
ขอบคุณที่อ่านนะครับ

วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

ปรัชญาจากการปวดอึ



อึที่ใดก็ไม่สุขใจเท่าอึที่บ้าน นี่คงเป็นปรัชญาประจำใจของนักเรียนกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ และผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย
ผมอายุ 18 เรียนจบมัธยมปลายแล้ว ก็หนีไม่พ้นสัจธรรมข้อนี้เหมือนกัน
วันนี้วันแรกที่ผมได้ไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษที่โรงเรียนAUA ตามคำสั่งของแม่
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ไม่มีอะไรมาก เรื่องของเรื่องคือผมปวดอึครับ
หลายคนคงเป็นเหมือนผม ถ้าไม่จำเป็น ถ้าข้าศึกไม่รุกโรมโหมหนักจริงๆ ก็เก็บไว้ไปปลดปล่อยที่บ้านดีกว่า
แต่วันนี้ผมตัดสินใจ ที่จะไม่ตกเป็นทาสสายตาคนอื่นๆอีกต่อไป
การตัดสินที่ยิ่งใหญ่ ของผู้กล้าวัยรุ่นหน้าใส เขา(ผม)ตัดสินใจอึที่ห้องน้ำของAUAครับ
ไอ้ตอนแรกที่ปวดมากๆ พอประทับพระบัลลังค์cotto ความปวดกับปลาสนาการสิ้น
เกือบจะล้มเลิกความตั้งใจ ทำท่าจะถกกางเกงขึ้น แต่แล้วก็ตัดสินใจ.... เอาวะให้มันถึงที่สุด
หลังจากนั้น ก็ตามมาด้วยเสียง ......(อ้ะ โดนเซ็นเซอร์)
เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ผมฉุกคิดถึง เอ่อ..ข้อคิดเชิงปรัชญาบางข้อ
"บางครั้งคนเราก็ไม่รู้ความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง"
เคยไหมครับ เดินเข้าไปในร้านขนม เสียงในหัวบอกอย่างแผ่วๆว่า "อยากหนมๆ" ตัดสินใจเลือกไว้ว่ายี่ห้อนี้ซองนี้น่าจะอร่อย
แต่พอกินไปครึ่งเดียว รู้สึกว่าคราวนี้ไม่อร่อย แต่ก็ฝืนกินให้หมด เพราะใจเคยกำหนดไว้ว่ายี่ห้อนี้อร่อย ไม่อยากทรยศคำสั่งที่ใจสั่งมา
ผมว่าข้อคิดนี้เอาไปใช้กับเรื่อง ความใฝ่ฝันได้นะครับ
บางครั้งเราเคยอยากจะทำหรืออยากจะเป็นอะไร แต่สุดท้ายเอาเข้าจริงๆก็ไม่ใช่สิ่งที่เราฝัน
แต่ผมคิดว่าชีวิตที่ล้มเหลวไม่ใช่ชีวิตที่เข้าไปนั่งส้วมแล้วค่อยรู้ว่าไม่ปวด แต่เป็นชีวิตที่ปล่อยไว้จนสุดท้ายมันอั้นไม่ไหว
แต่ความฝันที่เราท้อแท้ที่จะสานต่อมันและคิดว่าไม่ใช่ ถ้าเราสานต่อไปอีกสักนิด อาจจะพบว่าที่สุดของที่แท้มันกลับใช่
ดังเช่นผมที่ตัดสินใจนั่งต่อไป และก็ได้พบกับความสะดวกโล่งสบาย มั่นใจทุกอิริยาบถ

เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ

วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

คนโง่ทำอะไรให้พวกคุณ

คุณผู้อ่านเคยถูกคนอื่นด่า หรือตัวเองด่าตัวเองว่า “ไอ้โง่”ไหมครับ ผมไม่เคยโดนด่าแรงขนาดนั้นนะครับ เท่าทีผมเคยโดนก็คือ “อ๊าย ทำไมโง่จัง” “โง่อะไรอย่างนี้” “ทำไมถึงโง่อย่างนี้” “โง่ที่ซู้ดดด” “มอๆๆๆ” หึๆ
แต่ถ้าลองมองข้ามความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจหรือโกรธอยากจะเอาคืนสักนิด มองถึงความหมายของคำว่าโง่ ที่เขานิยมใช้ด่ากันในชีวิตประจำวัน อาจจะเกิดข้อสงสัยขึ้นมาเหมือนกับผมก็ได้
คำว่าโง่เป็นคำที่นิยมหยิบยกมาใช้อย่างปัจจุบันทันด่วน เมื่อเราพบเห็นการกระทำที่เปิ่น ที่อ่อนด้อย ที่ไม่ถูกต้อง ที่ทำร้ายตนเอง ที่ได้ไม่คุ้มเสีย (และอื่นๆ) แล้วอยากกำหนดลักษณะของคนๆนั้นด้วยคำพูด เพื่อความสะใจ เป็นอุทาหรณ์ บลาๆๆ
ผมเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า แต่ละคนสามารถจำแนกว่าเป็น คนโง่ หรือ คนฉลาด ได้อย่างชัดเจนหรือเปล่า ขออนุญาตยกตัวอย่างหน่อยนะครับ
ดร.ฟิสิกก์เห็นตาสีตาสาอ่านหนังสือไม่ออก ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง จึงบอกว่าตาสีตาสาเป็นคนโง่
ดร.ฟิสิกก์ตกงานเตะฝุ่น ตัดสินใจไปช่วยตาสีตาสาทำไร่ในชนบท ทำงานอะไรไม่เป็นซักอย่าง จึงโดนตาสีตาสาด่าว่าโง่
ขออีกตัวอย่างหนึ่งครับเห็นชัดกว่า เอาคนระดับปัญญาชนไปปล่อยในป่าพร้อมกับคนป่า ทั้งคู่ตัวเปล่าเหมือนกัน คงจะรู้ๆกันอยู่ว่า คนป่ามีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่าแน่ๆ สถานการณ์นี้จะจัดว่าคนระดับปัญญาชนผู้นั้นโง่หรือเปล่าครับ
ผมยังตีความหมายในทางโลกของคำว่าโง่ไม่ออก แต่ความหมายในทางธรรมผมพอจะตีความหมายได้ว่า คนโง่คือคนที่ยังลุ่มหลงในกิเลส ตกอยู่ใต้อำนาจของอวิชชา ผมว่าคำว่า โง่ ในทางธรรม ค่อนข้างมีความหมายที่เห็นภาพได้ชัดนะครับ จำแนกได้ง่ายว่าโง่หรือไม่โง่ แต่คำว่าโง่ที่พวกเราใช้ด่ากันเป็นส่วนใหญ่ ผมคิดว่าน่าจะมีความหมายในทางโลก เพราะถ้าหากใช้คำว่าโง่ในความหมายทางธรรม ก็จะด่าไม่เจ็บไม่สะใจ เพราะผมเชื่อว่ากว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของคนในโลกปัจจุบันนี้ ยังเป็นคนโง่ ถ้าใช้ความหมายในทางธรรม (ตัวเลขไม่ได้วิจัย โมเมเอาจ้า) เพราะฉะนั้นถ้าถูกใครด่าว่า โง่ ก็อย่าเพิ่งไปรีบโกรธหรือน้อยใจตัวเองนะครับ ลองครุ่นคิดถึงนิยามของคำว่าโง่ดูนะครับ คิดไปคิดมาเดี๋ยวก็หมดอารมณ์โกรธเองครับ
ที่เกริ่นมาเป็นเพียงการเกริ่นเท่านั้นครับ (ออกทะเลไปเสียไกลเชียว) ประเด็นสำคัญที่ผมต้องการเสนอก็คือ ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงดูถูกคนโง่เมื่อแรกเห็น คนโง่เป็นลักษณะที่ไม่พึงประสงค์เช่นเดียวกับรูปร่างหน้าตาที่อัปลักษณ์อย่างนั้นหรือ? อย่างเช่น เวลาวัยรุ่นบางคนเห็น ลักษณะเด๋อๆด๋าๆ เดินสะดุดนู่นสะดุดนี่ หงิมๆทำอะไรไม่เป็น ก็จะแสยะหน้าเหยียดหยันอย่างดูถูก หรือเวลาที่มีการประชุม แล้วมีคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นไม่เข้าเรื่องออกไป ก็จะได้รับการดูถูกภายใต้หน้ากากมารยาท
ทำไมเราสามารถดูถูกคนอื่นได้โดยไม่ต้องมีใครมาสอนหรือเป็นแบบอย่าง การดูถูกเป็นพฤติกรรมตามสัญชาตญาณหรือครับ เราดูถูกแล้วได้อะไรจากการทำเช่นนั้น คุณครูบางท่านเคยบอกผมว่า คนเราดูถูกคนอื่นเพื่อจะได้รู้สึกว่าตัวเองสูงขึ้น
ที่คนเราอยากสูงไม่อยากต่ำ ผมคิดว่าคงเพราะอยู่สูงแล้วมีเสรีภาพในการทำอะไรมากกว่า คนฉลาดมีเสรีภาพมากกว่าคนโง่ ในที่นี้ผมหมายถึง IQ แล้วกันครับจะได้เข้าใจตรงกัน คนส่วนใหญ่ชอบดูถูกคนมีเสรีภาพน้อย และสรรเสริญคนมีเสรีภาพมาก ที่เป็นเช่นนั้นคงเพราะคนเราอยากเป็นเหมือนคนที่ตนสรรเสริญ
แต่เสรีภาพก็สามารถสร้างได้แม้กระทั่งความรุ่งโรจน์หรือความหายนะ ที่เทคโนโลยีก้าวหน้าขนาดนี้ก็เพราะผู้มีเสรีภาพมาก ที่สังคมปั่นป่วนวุ่นวาย ปลุกปั่นให้แตกคอกันก็เพราะฝีมือของผู้มีเสรีภาพมากเช่นกัน ฮิโรชิม่า นางาซากิ ถ้าไม่ได้ฝีมือคนฉลาดก็เกิดขึ้นไม่ได้หรอกครับ
คนโง่มีเสรีภาพน้อย มีโอกาสสร้างความรุ่งโรจน์ได้น้อย และก็มีโอกาสสร้างหายนะได้น้อยเช่นกัน ถ้านับเป็นตัวบุคคล
เขียนไปเขียนมายิ่งงงเอง ข้อความท่อนแรกกับท่อนหลังชักจะขัดแย้งกัน คงเป็นเพราะความคิดเห็นของผมในเรื่องนี้ยังไม่แข็งแรงพอทำให้เกิดอาการไขว้เขว ท่านผู้อ่านอาจจะงงได้ว่า บทความนี้ต้องการอะไรกันแน่ ต้องการบอก หรือต้องการถาม (บางครั้งก็ถามเองตอบเอง)
เอาเป็นว่าผมอยากให้ผู้อ่านหลายคนคิดก่อนจะดูถูกคนโง่เสียหน่อยหนึ่งว่า เราดูถูกเขาทำไม เขาทำอะไรให้เรา ก่อนจะด่าใครก็ควรจะนิยามคำว่าโง่ในใจให้ชัดเจนก่อน(เหอๆ) และถ้าเราอยากให้ตัวเองสูงขึ้น แทนที่จะใช้การดูถูก เราเปลี่ยนเป็นใช้การแผ่ความรักความเมตตาจะดีกว่าไหม ผมว่าวิธีนี้ทำให้ตัวองสูงกว่าและสูงอย่างแท้จริงนะครับ แต่พูดง่ายทำยากนี่สิครับ
ปล.1.บทความนี้ต้องการเรียกร้องให้หลายๆคนเห็นใจคนโง่ ในฐานะที่ผมก็เป็นคนโง่คนหนึ่งเช่นกัน(โง่แต่เสน่ห์แรงนะจุ๊ หุๆ)
ปล.2. ใครมีความคิดเห็นอะไรก็แสดงได้เต็มที่นะครับ

วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553

ว่าด้วยเรื่องวรรณกรรมและระดับของจิตใจ

"การอ่านวรรณกรรม เป็นการยกระดับของจิตใจ"
หลายท่านคงเคยได้ยินคำกล่าวประโยคนี้ และบางท่านอาจจะสงสัยว่าวรรณกรรมช่วยยกระดับจิตใจอย่างไร ผมเองก็สงสัยด้วยเช่นกัน
ลองมาอ่านความคิดเห็นของผู้ไม่มีความรู้ทางวิชาการอย่างผมบ้างนะครับ จากการ สังเกต ครุ่นคิด ใคร่ครวญ เดา ฝันกลางวัน และอื่นๆ ทำให้ผมพอจะมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ
การเสพย์วรรณกรรม ช่วยให้จิตใจละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น ไม่ได้หมายถึงแค่วรรณกรรมเท่านั้นนะครับ การเสพย์ศิลปะแขนงอื่นก็เช่นเดียวกัน
ผมขอสมมติเหตุการณ์คนสองคนกำลังนั่งฟังการบรรเลงเพลงคลาสสิค
คนหนึ่งซาบซึ้งดื่มด่ำถึงจิตวิญญาณจนน้ำตาคลอเบ้า
อีกคนรู้สึกเหมือนมีเสียงอะไรกรอกผ่านหู อยากให้เพลงจบเร็วๆจะได้ลุกไปทำอย่างอื่นที่ดูสำคัญกับชีวิตมากกว่า
ผมคิดว่านี่คือตัวอย่าง ความแตกต่างของระดับจิตใจครับ
ผมไม่ได้จำกัดระดับของจิตใจไว้กับรสนิยมว่าสูงจะต้องคลาสสิคเท่านั้นนะครับ แต่ผมเพ่งเล็งไปที่รูปแบบของความสุข
คนที่จิตใจละเอียดอ่อนสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากสิ่งรอบกาย ไม่ว่าจะเป็น สายลม แสดงแดด สามารถมองอะไรในแง่มุมที่งดงาม และความสุขที่ได้จากการเสพย์งานศิลปะก็ลึกซึ้งดื่มด่ำยิ่งนัก
ส่วนคนอีกจำพวกหนึ่ง ต้องตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก จึงจะสะใจพอแก้เซ็งให้ชีวิตได้
และอีกอย่างหนึ่งผมคิดว่าวรรณกรรมช่วยให้เข้าใจในมนุษย์มากขึ้น
ในตำราเรียนอาจจะสามารถอธิบายให้เรามีความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ได้ แต่ไม่สามารถที่จะทำให้เข้าใจ เพราะการบรรยายในตำรารเรียนใช้เพียงภาษาซึ่งเป็นเครื่องมือสื่อความที่ค่อนข้างหยาบ
แต่ในวรรณกรรม ใช้ภาษานำไปสู่ภาพพฤติกรรม และภาพพฤติกรรมก็นำไปสู่การเข้าใจมนุษย์อีกทอดหนึ่ง
ขออนุญาตยกตัวอย่างมาจาก เจ้าหญิงบนหอคอย ของ คุณ นลพรรณ ขาวผ่อง ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดโครงการ youngthai short story award เดือนมีนาคม 2553

ฉันไม่อยากเป็นแค่ 'สิ่งของ' ที่ถูกประดับอยู่ในบ้าน

คืนหนึ่งหลังจากที่ร้องเพลงให้คุณฟังแล้ว ฉันขอร้อง

ให้คุณพาฉันออกไปจากห้องนี้

จะแค่สนามเด็กเล่นหรือสวนสาธารณะข้างบ้านก็ได้

จะที่ไหนก็ไม่เป็นไร

ต่อให้ตำราอธิบายเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาวะในไฮโพทาลามัส ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาที่มีผลต่อสภาวะถดถอยของระบบร่างกาย ละเอียดแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงคนนี้ได้ดีไปกว่า บทประพันธ์ท่อนนี้ท่อนหนึ่ง

ความเห็นแถมท้ายของผม ผมคิดว่าน่าเสียดายที่วรรณกรรมส่วนใหญ่ในสมัยนี้เน้นความ หวือหวา วาบหวาม อึกทึกครึกโครม แปลกพิศดารเรียกร้องความสนใจมากเกินไป (คาดว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากวัตถุนิยม) ทำให้ความสามารถในการเสพย์ความสุขที่ละเอียดอ่อนและความเข้าใจในมนุษย์ของคนในปัจจุบันลดน้อยถอยลง แต่ก็ยังไม่หมดไปเสียทีเดียว
ปล.มายกระดับจิตใจ แก้เครียด ด้วยบทกวีปัญญาอ่อนของผมดูนะครับ
ในวันที่กระจั้วตัวแดงๆพร้อมที่จะสยายปีกโบยบิน
คือวันที่ฉันสิ้นเยื่อใยในตัวเธอ
เธอผู้ทำร้ายฉัน
เธอผู้น่ารักน่าชัง
เจ้าแมงกีซอน

ขำๆครับ อย่าคิดมาก (กลัวจะขำไม่ออกกัน)

วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553

ความเป็นอนิจจังของจิตกับกรอบความคิด

หมายเหตุ : นี่เป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างซื่อๆจากใจ อาจจะกระทบกระทั่งกับคำสอนของพระพุทธศาสนาก็ขออภัย เพราะผมเชื่อว่าการแสดงความคิดเห็นที่อ้อมค้อมและเสแสร้งเพื่อปกป้องตัวเองนั้น ไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ใดเลย
ผมพอจะทราบมาว่า กฏที่ใช้บรรยายความเป็นไปของสรรพสิ่งในโลกตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาคือ กฏไตรลักษณ์ อันได้แก่ ทุกขัง อนิจจัง และอนัตตา
วันนี้ผมจะขอพูดถึงกฏเรื่อง อนิจจัง(ความไม่แน่นอน) ของสภาวะจิตใจ
จากประสบการณ์ การปลูกฝัง และการเรียนคำสอนของพระพุทธศาสนา ทำให้ผมตระหนักว่าจิตใจของคนหนีไม่พ้นสภาวะอนิจจัง
ไม่ว่า สุข ทุกข์ เศร้า สนุก หรือ เฉยๆ ล้วนไม่คงอยู่ถาวร มีการเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่เสมอ
แต่เนื่องจากการได้อ่านหนังสือฮาวทูซึ่งส่วนใหญ่แปลจากนักเขียนตะวันตก บางเล่ม ที่เน้นย้ำเรื่องการทลายกรอบความคิดของตัวเอง ถ้าคิดว่าตัวเองทำได้ก็จะทำได้
ขอยกตัวอย่างการฝึกเหากระโดดในโหลของประเทศเม็กซิโก เพราะเหาคิดว่ากระโดดสูงไปเดี๋ยวหัวก็ชนฝา จึงไม่กล้ากระโดดออกไปทั้งๆที่ปากโหลเปิดอยู่
ผมขออนุญาตโยงเรื่องกรอบความคิดมาเกี่ยวกับคำสอนเรื่องอนิจจังของจิตหน่อยนะครับ
ในใจเมื่อมีทุกข์ย่อมมีสุขเป็นของคู่กัน ไม่มีสภาวะใดอยู่ได้คงถาวร
ในหัวผมเกิดคำถามขึ้นมาว่า เราอยากจะมีความสุขตลอดเวลาไม่ได้เหรอ?
ถ้าหลักคำสอนเรื่องอนิจจังตอบว่าไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นคำถามที่สองที่ผุดขึ้นมาก็คือ การนำกฏเรื่องอนิจจังมาอธิบายสภาวะของจิตเป็นการตีกรอบความคิดของเราหรือเปล่า
อาจเพราะเราเชื่อในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา เชื่อว่าทำไม่ได้แน่ เลยทำไม่ได้สักที
สมมติว่าคนหนึ่งเชื่อว่าตนทำได้ ตั้งปณิธานไว้ว่าเราจะเป็นผู้มีแต่ความสุขนับแต่บัดนี้ ทุ่มเทชีวิตฝึกฝนและคิดค้นทุกวิถีทาง ฝึกยิ้มรับกับทุกความเจ็บปวด
เขาจะมีทางทำได้ไหมครับ เขาจะมีโอกาสได้เป็น happy man สมดังใจไหมครับ?
แล้วเคยมีใครลองทำหรือยังครับ?
ตัวผมไม่เคยลอง อยากลองอยู่แต่ไม่กล้า เหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินไป ที่แน่ๆตัวผมตอนนี้มีแต่กรอบเต็มไปหมด
สมมติคนๆหนึ่งอยากบินด้วยตัวเอง เริ่งตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ ฝึกกระพือแขนและกระโดดลงมาจากที่สูง เริ่มจากเตี้ยๆก่อนแล้วค่อยสูงขึ้นวันละนิดๆ ทุ่มเทชีวิตให้กับสิ่งนี้
สักวันหนึ่งเขาอาจจะบินได้ก็ได้ ผมก็ไม่รู้เพราะไม่เคยเห็นใครลองทำ
ความคิดเห็นเหล่านี้ของผมอาจจะห่างไกลจากแก่นของพระพุทธศาสนาที่ว่าด้วยเรื่อง “การละตัวกูของกู”
แต่ผมคิดว่ามันเป็นกระพี้ที่น่าสนใจนะครับ
ปล.หวังว่าบทความต๊อกต๋อยชิ้นนี้ จะไม่กระทบกระเทือนพระพุทธศาสนาแต่อย่างใดนะครับ ผมยิ่งกลัวๆอยู่ อิอิ

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

ปีศาจขโมยเวลา

ปีศาจขโมยเวลา

ในยามที่ผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่ ในยามที่เผลอไผลไม่ได้สติจนลืมเวลา ในยามที่ขยาดใจกับการนึกถึงสิ่งที่ต้องทำที่ยังค้างอยู่ กลายเป็นนักแผนที่จับจด ผลักรายการที่ต้องทำทุกอย่าง ผลักการวางแผนซึ่งเป็นหนึ่งในหน้าที่ของชีวิตให้เลื่อนไปวันพรุ่งนี้ เหลือบมองดูนาฬิกาพบว่ายังมียี่สิบสี่ชั่วโมงเหมือนเก่า แต่ในใจกลับรู้สึกว่าเวลาบางส่วนมันหายไปราวกับถูกขโมย คงเป็นเพราะในยามที่เราหลับ ปีศาจตนหนึ่งที่ชื่อ”ความเกียจคร้าน” ได้ย่องมาขโมยเวลาของเราไป ทำให้การหลับตื่นหนึ่ง ผ่านไปหลายชั่วโมงในพริบตาเดียว

การปล่อยเวลาให้ถูกขโมยไป มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ในยามที่เราเจ็บปวดหรือสุดจะทนทางใจกับวันๆนั้น การหลับและตื่นขึ้นมาเริ่มต้นอีกครั้งกับวันใหม่คือสิ่งที่เราต้องการ แต่ในยามที่เรามีพลังพอจะสานต่อความฝัน การถูกขโมยเวลากลับเป็นการบั่นทอนพลัง เพราะปีศาจ “เกียจคร้าน” เมื่อได้กินเวลาของเราแล้วมันก็จะมีพลังมากขึ้น ตัวใหญ่ขึ้น เวลาแปดชั่วโมงที่เราให้มันอยู่ทุกวันก็ชักจะไม่พอ มันจะเริ่มคุกคามแม้กระทั่งตอนที่เราตื่นอยู่ ถ้าเราฝืนตื่นจนมันรู้ว่าเราไม่ยอมมัน มันก็จะเริกราไป หันไปบริโภคเวลาที่เราแบ่งสรรให้มันอย่างพอเพียง แตถ้าเราอลุ่มอล่วยให้มัน ยอมแบ่งปันเวลาให้กับมันอีกมันก็จะยิ่งได้ใจ พลังที่จะสานความของเราให้เป็นจริงก็จะถูกมันสูบไป เหลือแต่ชีวิตที่งัวเงีย แห้งแล้งและไร้ความหมาย

การเดินทางที่ยิ่งให่มีขึ้นได้ด้วยการเดินก้าวเล็กๆนับร้อยนับพันก้าวมาต่อรวมกัน การที่ผมฝืนความง่วงขึ้นมาเขียนบทความชิ้นนี้ ผมรู้สึกว่าเป็นก้าวเล็กๆที่สำคัญก้าวหนึ่ง หลังจากที่นอนบนเตียงไม่ปูผ้าปูมาหลายวัน ผมตัดสินใจปูดูทั้งๆที่ในใจผมบอกว่า ไม่ปูก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ก้าวเล็กๆแห่งการเริ่มต้นนี้ฉายแสงสว่างให้แก่ผม ทำให้ผมมองเห็นความสำคัญของมัน ผมมีพลังที่จะสานฝันของตัวเองมากขึ้น มีพลังใจในการเขียนบทความชิ้นนี้ เผื่อว่าจะช่วยให้ใครบางคนสามารถปลดแอกตนเองจากพันธนาการของปีศาจที่มีชื่อว่า “ความเกียจคร้าน” ผมไม่ได้หวังว่ามันจะมีประโยชน์คณานับอะไร อย่างน้อยตอนนี้ผมก็มีความรู้สึกว่าตนเองมีอิสระมากขึ้น และมีประโยชน์ต่อสังคมแม้ว่าจะน้อยนิดก็ตาม