แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องสั้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องสั้น แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โบยบินไปเถอะกระจั๊ว

อะไรเอ่ย...ไม่อันตรายแต่โคตรน่ากลัว
คำถามนี้ค่อนข้างจะกว้างเกินไป  บางคนอาจจะตอบว่า  ที่แคบ  ความสูง  หรือจิ้งจก 
แต่สำหรับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง อายุจะบรรลุนิติภาวะแหล่ไม่บรรลุแหล่  หน้าตาหล่อเหลาเร้าใจสำหรับสาวหรือชาวสีม่วงที่ชอบของแปลก  การศึกษาพอเอาตัวรอดและพอเชิดหน้าในสังคมได้  เขาจะตอบว่า
“แมลงสาบว่ะ”คำตอบของเขายังไม่จบแค่นั้น “ตอนที่มันบินอ่ะนะ”
“เอ้ย! แกกลัวแมลงสาบเรอะ” เพื่อนของเขาถามด้วยสีหน้าประหลาดใจระคนกับขบขัน
“แมลงสาบไม่กลัว  แต่กลัวแมลงสาบบิน”
เพื่อนคนแรกหัวเราะตัวงอ  เพื่อนอีกคนพูดขึ้น
“ถามหน่อยเถอะไอ้วิน  แมลงสาบมันน่ากลัวตรงไหน  ต่อยก็ไม่ต่อยกัดก็ไม่กัด  แถมหน้าตาก็น่ารัก  สาวๆเห็นเป็นต้องกรี๊ดกร๊าด”
“พวกที่กลัวแมงสาบส่วนใหญ่จะเป็นแต๋ว  ที่ผ่านมาแอ๊บแมนหรือเปล่าไอ้วิน”เพื่อนคนแรกพูด แล้วก็หัวเราะดังกว่าเดิม
“ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอ” วินคำรามเสียงเข้มอย่างจงใจดัด “บอกว่ากลัวแค่ตอนมันบินโว้ย!”
“มันบินแล้วมันไปยังไง”เพื่อนคนทิ่สองถามด้วยสีหน้าจริงจังใคร่รู้  จากนั้นก็หันไปพูดกับเพื่อนที่หัวเราะไม่หยุดว่า
“ไอ้นนท์...ดูเอ็งมีความสุขกับความทุกข์ร้อนของคนอื่นจริงนะ”
“อ๊ะ หยอแหยหยอแหย บลาๆๆ”เพื่อนคนแรกล้อเลียนกลับและหัวเราะต่อ  เพื่อนคนที่สองกับวินจ้องหน้ามันจนมันเริ่มหัวเราะไม่ออก
“โอเค ข้ายอมแพ้”นนท์ชูสองมือ “เรามาเป็นที่ปรึกษาทุกข์ให้เพื่อนวินของเราดีกว่า”
“ที่เรากลัวแมลงสาบบินน่ะเหรอ ก็เพราะ...เอ่อ..มันรู้สึกขัดแย้งในใจมั้ง  แบบว่ามันวิ่งกับพื้นก็ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องบินด้วย...ถ้าจะบินก็น่าจะบินอย่างเดียวไปเลย  ที่สำคัญมันบินห่วยมาก บินมั่วซั่วไร้ทิศทางแต่ดันชอบบินอีก”
“แกรับไม่ได้ที่พวกมันทำอะไรครึ่งๆกลางๆ  แกคงเป็นพวกยึดติดกับความเพอร์เฟ็กต์”
“วินิจฉัยได้เฉียบแหลมมากครับหมอโก้”นนท์ปรบมือเปาะแปะ
“ไม่ใช่หรอก”วินปฎิเสธ “ พูดง่ายๆก็คือมันน่ากลัวด้วยน่ะแหละ  เมื่อก่อนเราอยู่บ้านก็มีแมลงสาบอยู่บ้างไม่มาก  ส่วนมากมันก็แค่วิ่ง  จับก็ง่าย เห็นหน้าเราปุ๊บก็รีบหนีปั๊บ  แต่พอย้ายมาอยู่ร้านในเมืองกับแม่เมื่อปีก่อนก็ชักจะกลัวมันซะแล้ว  พวกมันบินกันให้ควัก   บินเข้าหน้าต่างไปเยี่ยมชั้นสองชั้นสามเป็นประจำ  แล้วดูเหมือนพวกมันจะกล้าบ้าบิ่นมาก บินเฉี่ยวหัวเราเล่นอย่างสนุกสนาน  ไอ้วูบแรกก็นึกว่าเป็นผีเสื้อกลางคืน เหลือบไปดูที่ผนังอีกทีนี้ขนลุกเลย  ทุกทีที่เห็นมันอยู่ใกล้ๆก็ต้องหวาดระแวงว่ามันจะบินหรือเปล่า”
“ก็มีเหตุผลนะ”โก้พยักหน้า “แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่ามันน่ากลัวตรงไหน”
“ก็เพราะกลัวมันน่ะซี่มันถึงชอบเข้าหา” นนท์ออกความเห็น “ดูอย่างพวกผู้หญิงที่กระทืบเท้าไล่มันยิ่งเข้าหา  แต่อย่างเรารึเห็นก็ยิ้มร่าแล้ว  มันเห็นหน้าก็ไปเองโดยไม่ต้องไล่…ไม่ได้หมายความว่าไม่หล่อนะ ”
“เพิ่งรู้ว่าไอ้นนท์ก็พูดเรื่องมีสาระเป็นกับเขาด้วย” โก้พูด “ยิ่งแกกลัวมันบิน มันก็จะชอบบินอวดซิกแพ็คของมันมากเท่านั้น”
“งั้นเรามาหาวิธีช่วยให้เพื่อนวินหายกลัวกันดีไหม  เพื่อนโก้” นนท์หัวเราะหึๆ  โก้เองก็หัวเราะหึๆหันไปตีมือกับนนท์  จากนั้นทั้งสองก็หันมามองวินอย่างมีเลศนัยน์
“อย่ายุ่งกับชีวิตกูนะ”วินมีสีหน้าเหมือนคนจะร้องไห้

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่วินไปเรียนวิชารักษาดินแดน  นักศึกษาวิชาทหารปีที่สามส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งฟังบรรยาย  การนั่งหลับคอพับเป็นเรื่องธรรมชาติที่ห้ามกันไม่ได้  ความตั้งใจจริงของวินก็แค่ตั้งใจมาเรียนให้ครบเพื่อจะได้ไม่ต้องเกณฑ์ทหารเท่านั้น  วันนั้นเป็นการบรรยายเรื่องการดำรงชีพในป่า  วินฟังบ้างหลับบ้างจนมาถึงช่วงสำคัญที่วินตั้งใจฟังอย่างเต็มที่
“เพื่อนครูมันกลัวกระจั๊วหรือแมลงสาบนั่นแหละ ครูไม่รู้ว่ามันจะกลัวไปทำไมไม่เห็นมีอะไรให้น่ากลัวสักน้อย  ตอนนั้นครูกับมันไปพักในโรงแรมเก่าๆ”ครูฝึกเหล่าถึงตอนนี้  นักศึกษาวิชาทหารหนุ่มบางคนเอ่ยปากแซว “แล้วแต่พวกเอ็งจะคิด  เพื่อนครูมันเจอกระจั๊วอยู่ในห้องน้ำ  เกาะผนังส่ายหนวดดิกๆ  มันไม่กล้าเข้าไปอาบน้ำ”
“ครูหันไปบอกมันว่า ‘เอ็งคอยดูแล้วกัน’ จากนั้นครูก็เดินเข้าไปคว้าตัวมันหมับ  เอานิ้วดึงเครื่องในมันออกแล้วหย่อนใส่ปากเคี้ยวแม่มันสะเลย” 
เล่าถึงตอนนี้วินร้องโอ้โห  นักศึกษาวิชาทหารคนหนึ่งถามว่า
“มันไม่สกปรกหรือครับ”
“กระจั๊วกินได้”ครูฝึกเน้นย้ำความมั่นใจด้วยน้ำเสียงสูง  “แค่เอานิ้วหยิกตรงตูดดึงออกมา  ทั้งสาบทั้งเครื่องในมันก็ติดออกมาหมด”
วินไม่ได้อยากกินแมลงสาบ  แต่วินก็หวังว่าสักวันตัวเขาจะมีความกล้าเหมือนครูฝึกคนนี้บ้าง

วันนั้นหลังจากที่เลิกเรียนแล้วกลับไปอยู่บ้าน  บ้านของเขาเป็นตัวตึกสี่ชั้นอยู่ในซอยหลังมหาวิทยาลัย  มองไปรอบข้างก็จะเจอแต่หอพักเป็นส่วนใหญ่  ด้านซ้ายติดหอพัก  ด้านขวาติดโกดังเก็บของของพ่อค้าเชื้อสายจีน  ด้านหลังติดกับร้านขายก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นนำชัย  ชั้นล่างสุดเป็นร้านขายโชว์ห่วย  อีกสามชั้นข้างบนเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล  ตอน นั้นเป็นเวลาราวๆสามทุ่มครึ่ง ซึ่งโดยปรกติวินจะนั่งโซฟาดูทีวีเป็นกิจวัตรประจำวัน ซึ่งพ่อและแม่ก็ให้เกียรติในความเป็นส่วนตัวของเขา   หลังจากที่เขาเสร็จจากการทำธุระส่วนตัวแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำ  ทันใดนั้นเขาก็พบว่า ห้องนั่งเล่นของเขาถูกรุกรานความเป็นส่วนตัวเสียแล้ว  เมื่อผีเสื้อราตรีจำแลง(กระจั๊ว)ตัวหนึ่งบินว่อนแถวๆหลอดไฟข้างบน  ถึงมันจะโตเต็มวัยแล้วแต่ก็ยังบินได้ไม่คล่องนัก  มันบินชนหลอดไฟสองสามครั้งแล้วหล่นแหมะมาอยู่ที่พื้น  ปีกสีแดงของมันหุบซ้อนกันบนหลังอย่างเป็นระเบียบ ส่ายหนวดสองเส้นดิกๆคล้ายกับได้กลิ่นความกลัวอันโอชะ  จากนั้นมันก็แผ่ปีกบินว่อนไปทั่วห้อง  มีอยู่สองครั้งที่มันบินโฉบเป็นวงโค้งผ่านหน้าวินไป  วินกระโดดเหยงไปข้างหลังรู้สึกขนลุกซู่จนร่างกายสั่นกระตุก
“แย่จริงๆ  วันนี้ฉันยกห้องให้แกไปก่อนก็ได้”วินพูดกับแมลงสาบที่กำลังบินว่อน “แกวิ่งก็ดีอยู่แล้วทำไมแกต้องบินด้วยล่ะ  อยากเป็นผีเสื้อเหรอ” วินส่ายหน้าแล้วพูดต่อว่า “ฉันไม่เข้าใจความคิดแกจริงๆ”
ถึงตอนนี้มันคงจะเหนื่อยเลยหยุดพักเกาะขอบผนังริมขอบหน้าต่าง  วินพลันนึกถึงคำพูดของเพื่อนขึ้นมาได้
“ก็เพราะกลัวมันน่ะซี่มันถึงชอบเข้าหา”
วินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กางมือออกยื่นไปข้างหน้าระดับสายตา  เจ้าผีเสื้อจำแลงกำลังใช้ปากเล่นกับขาหน้าสองข้างของมัน  วินกลืนน้ำลายดังอึ้ก  ค่อยๆย่องเข้าไปอย่างช้า แต่พอเข้าไปใกล้เข้าๆ  เจ้าผีเสื้อจำแลงพลันแผ่ปีกออกเล็กน้อย  วินสะดุ้งโหยงกระโดดถอยหลังออกมาอย่างไม่คิดชีวิต  เจ้าแมลงสาบก็ยังคงสงบนิ่งอยู่ที่เดิม
“โอย... ใช้มือเปล่าคงยังไม่ไหวหรอก”
วินเดินไปหยิบไม้กวาดมา จากนั้นค่อยๆย่องเข้าไปใกล้ๆ  ใกล้จนมันหยุดการกระทำของมัน  วินก็หยุดตามไปด้วย
แมลงสาบบินมาเกาะที่หัวของเขา  ไต่เข้าปากที่อ้าค้างไว้ด้วยความตกใจ แล้ววิ่งออกมาจากจมูกอย่างรวดเร็ว
ภาพจินตนาการที่ชัดแจ่มแจ้งทำให้วินเกิดความลังเลขึ้นมา  แต่ก็สะบัดศีรษะตัวเองแรงๆแล้วข่มใจตัวเองว่า
“เป็นไงเป็นกันวะ” 
วินตัดสินใจปัดไม้กวาดใส่มันอย่างรวดเร็ว  มันบินหนีออกหน้าต่างไป  วินยืนมองความสำเร็จของตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา  เขาเริ่มรู้สึกว่าแมลงสาบน่ากลัวน้อยลงแล้ว  การทดสอบตัวเองขั้นต่อไปก็คือการใช้มือจับมัน
“เรื่องนั้นเอาไว้วันหลังดีกว่า” แล้ววินก็ดูทีวีต่ออย่างสบายใจ  ตลอดคืนนั้นผีเสื้อราตรีจำแลงก็ไม่ได้ปรากฎกายอีกเลย

วันรุ่งขึ้นเมื่อวินมาถึงที่โรงเรียนก็ได้รับการล้อจากกลุ่มเพื่อนนักเรียนชาย
“ไอ้ตุ๊ด  กลัวแมลงสาบ เยๆ” 
วินไม่ตลกด้วยและพยายามไม่ใส่ใจกับคำล้อเลียนเหล่านั้น  แต่บางครั้งมันก็สุดทิ่วินจะทนได้  เช่นแกล้งเอาตุ๊กตาแมลงสาบราคาห้าบาทมาโยนใส่  เพื่อนผู้หญิงก็หัวเราะพร้อมกับส่งเสียงวี้ดว้ายอย่างชอบใจ  หรือตอนที่เล่นฟุตบอลกับคนอื่นๆ  ไม่มีใครยอมเข้าใกล้วินเลย
“อย่าเข้าไปใกล้มันนะ  มันทำแอ๊บแมนล่อให้เราไว้ใจ จะได้ฉวยโอกาสแต๊ะอั๋ง”เพื่อนๆกระซิบต่อกัน  วินแอบได้ยินจึงพูดออกไปอย่างเหลืออด
“กลัวแมลงสาบบินแล้วมันผิดตรงไหนวะ!”
“กลัวแมลงสาบไม่ผิด  ผิดตรงที่แกเป็นตุ๊ด”นนท์ตอบ
“ตุ๊ดแล้วทำไมวะ  ถึงเป็นตุ๊ดก็ไม่เอามึงหรอก  กลัวไปได้”
“นั่นไงมันสารภาพแล้ว” แล้วเพื่อนๆก็ล้อเขาต่อไปอย่างสนุกสนาน

วินกลับบ้านด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ  ไม่รู้ว่าสาเหตุที่จริงที่ตัวเองกลัวแมลงสาบบินคืออะไร  วินคิดว่าตนเองจะต้องกำจัดความกลัวแมลงสาบบินออกไปให้ได้เพื่อที่จะสามารถกลับไปเข้ากลุ่มกับเพื่อนอีกครั้ง   พอตกดึกวินก็ใช้คอมพิวเตอร์ค้นหาเรื่องแมลงสาบในอินเตอร์เน็ต  ส่วนมากเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลจะเป็นพวกกระดานสนทนา  มันช่วยเปิดหูเปิดตาให้วินได้รู้ว่า ยังมีคนอีกนับไม่ถ้วนที่กลัวแมลงสาบ  หลายคนมาระบายประสบการณ์เลวร้ายที่ได้รับพวกมันให้อ่าน วินนั่งอ่านไปก็ขำไปด้วย  บางเว็บบอกว่าแมลงสาบเป็นสัตว์ที่มีมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์  มีความสามารถในการปรับตัวเป็นเลิศ  บางเว็บบอกว่าแมลงสาบอาจจะเป็นมนุษย์ต่างดาวมาจากนอกโลก  นอกจากนี้ยังพบความรู้แปลกๆอีกว่า มีตัวต่อชนิดหนึ่งสามารถทำให้แมลงสาบกลายเป็นซอมบี้ แล้ววางไข่ในตัวแมลงสาบ  วินนึกภาพซอมบี้แมลงสาบไม่ค่อยออก  จนแล้วจนรอดเขาก็ยังไม่รู้สาเหตุและวิธีขจัดความกลัวแมลงสาบบินออกไปได้
ครึ่ก   ครึ่ก
ทันใดนั้นวินรู้สึกถึงเสียงอะไรผิดปรกติบริเวณผนังด้านหลัง  เขาค่อยๆหันไปมองอย่างช้าๆ  ใช่มันจริงๆแต่ตัวใหญ่กว่าตัวเมื่อวานเสียอีก  ใจหนึ่งวินบอกให้เดินเข้าไปจับมันเสียให้รู้แล้วรู้รอด  อีกใจหนึ่งบอกว่าเอาไว้วันหลังก็ได้  มันแผ่ปีกบินอีกแล้ว  วินเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างจนแทบจะตกเก้าอี้  มันบินไปเกาะขอบหน้าต่างแล้วบินกลับมาหาวิน  วินพลันนึกถึงวีรกรรมกล้าหาญที่เขาได้ทำลงไปเมื่อวาน
“ต้องทำได้สิน่า”วินตัดสินใจเอื้อมมือเข้าไปหากระจั๊วที่กำลังบินตัวนั้น
ได้ผล กระจั๊วบินหลบไปข้างหลัง  มันบินเข้าไปหลบหลังผ้าม่านข้างหน้าต่าง  วินรู้สึกภูมิใจขึ้นมาวูบหนึ่ง  แต่ปัญหาคือต่อจากนี้ต่างหาก  วินลังเลว่าจะเดินเข้าไปกระชากม่านตัวนั้น หรือจะเดินไปหยิบไม้กวาดก่อนดี
“ไอ้วิน แกทำได้  มันกำลังกลัวแกอยู่”วินย้ำกับตัวเองในใจหลายๆครั้งจนสุดท้ายก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหามันโดยไม่ต้องพึ่งไม้กวาด  ขณะที่ผ้าม่านยังไร้วี่แววความเคลื่อนไหววินค่อยๆเอื้อมมือไปจับที่ชายผ้าม่านแล้วกระชากเต็มแรง
“ไอ้บ้าเอ๊ยยย!!”
มันบินพุ่งเข้าใส่หน้าของเขาอย่างกะทันหัน ซิกแพ็คของมันโชว์หราอยู่ต่อหน้าต่อตา  โชคดีที่มือของวินปัดออกไปตามสัญชาตญาณได้อย่างทันท่วงที  ถูกตัวมันกระเด็นไปชนผนังแล้วร่วงแหมะลงไปนอนหงายกับพื้น วินหัวใจเต้นตูมตาม
“เสร็จเราเราแล้ว”เขาบอกกับตัวเอง  เดินเข้าไปดูผลงานตรงพื้นที่มันนอนอยู่
แต่อนิจจา แผ่นหลังของเจ้ากระจั๊วสัมผัสกับพื้นเพียงบางส่วน  มันออกแรงดีดปีกสองสามครั้งก็ส่งตัวเองกลับมาคว่ำตัวได้อีกครั้ง    มันกำลังจะวิ่งหนี  วินเอื้อมมือไปจับ สองนิ้วถูกข้างลำตัวมันแต่จับไว้ไม่อยู่  มันแผ่ปีกบินขึ้นเกาะหลังมือของวิน  แล้วมันก็ใช้ท่าไม้ตายประจำตัวที่น่าสะพรึงกลัวนั่นคือวิ่งไต่ไปตามแขนของเขา
“อ๊ากกกกก!”วินส่งเสียงร้องโหยหวน   มันวิ่งเร็วมาก เผลอพริบตาเดียวก็จวนจะถึงหัวไหล่แล้ว  กลิ่นไม่พึงประสงค์โชยเข้าจมูก  สัญชาตญาณช่วยวินปัดมันออกไปได้อย่างทันท่วงทีอีกครั้ง  แมลงสาบร่วงเอาหลังลงกับพื้น   วินไม่กล้าประมาทอีกต่อไปแล้ว คราวนี้เจ้าแมลงสาบพยามออกแรงดีดปีกและตะกายขาส่งตัวเองหมุนคว้างไปตามพื้น  แต่สุดท้ายก็นิ่งสนิทอย่างจนปัญญา  มันนิ่งราวกับว่าตายแล้ว  พอวินเอานิ้วจิ้ม ขาของมันก็ดิ้นไปมา
“ไม่ไหวแล้วไปอาบน้ำก่อนดีกว่า”
หลังจากที่วินอาบน้ำเสร็จมาแล้วก็ยังพบมันอยู่ที่เดิม  วินนั่งขัดสมาธิลงข้างๆเจ้าแมลงสาบหงายท้อง  สองมือวางซ้อนที่น่าตัก กำหนดรู้ที่ลมหายใจ แต่ตายังคงจ้องมองที่เจ้าแมลงสาบที่หงายโชว์ซิกแพ็ค   เมื่ออารมณ์เจือจางลงความคิดอ่านก็แจ่มใสขึ้น
“ไม่มีเหตุผลที่จะต้องกลัวเลยนี่นา  มันไม่ได้ทำร้ายเราสักหน่อย  ใจเราต่างหากที่คิดไปเอง”วินพูดออกมาตามที่พินิจพิจารณาได้
“ในเมื่อมันไม่เขี้ยวเล็บที่ทำอันตรายได้  ดังนั้นมันจึงต้องมีความน่ากลัว น่าขยะแขยง และความทนทาน เป็นสิ่งทดแทน”
วินนั่งพิจารณามันต่อไป จากนั้นก็พูดต่อ
“แต่เอ... ขนาดเพื่อนๆรังเกียจเราหาว่าเราเป็นตุ๊ดเรายังไม่ชอบเลย  แล้วตัวเขาเล่าโดนคนรังเกียจมาตั้งแต่แบเบาะ เขาจะรู้สึกยังไงหนอ ”
“ที่เขาชอบหลอกให้หลายๆคนตกใจกลัวอยู่เรื่อยอาจจะเป็นเพราะเขาอยากชดเชยปมด้อยของตัวเองก็ได้”
“เอ..แล้วสัมผัสที่เขาไต่แขนเราเมื่อกี้นี้  มันจะต่างยังไงกับสัมผัสที่สาวสวยๆมาเล่นปูไต่”
วินคลายมือออกแล้วลุกขึ้นยืน
“เอาละเจ้ากระจั๊ว   เราจะพยายามเลิกกลัวเจ้าและต่างคนต่างอยู่อย่างสันติวิธี  เราไม่ทำร้ายเจ้า เจ้าไม่ทำร้ายเรา  วันไหนมาจ๊ะเอ๋กันบังเอิญก็ขอโทษกัน  โอดเคไหม”
เจ้าแมลงสาบไม่ตอบ
“ถือว่าเจ้าตกลงก็แล้วกัน”
วินท่องบทแผ่เมตตาที่จำมาจากกิจกรรมหน้าเสาธงตอนอยู่ชั้นประถมให้กับมัน  จากนั้นค่อยๆใช้สองนิ้วหนีบตัวมันขึ้นมา  ขามีขนทั้งหกข้างของมันตะเกียกตะกายกลางอากาศ
“เอ้า  อยากบินก็บินเล้ย”วินโยนส่งมันเบาๆออกนอกหน้าต่าง   แล้วมันก็แผ่ปีกบินจากไปแต่โดยดี
“ดูให้ดีๆมันก็ผีเสื้อราตรีดีๆนี่เอง”

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จากผู้หญิงคนหนึ่ง






“ครับ” เขารับคำ เอานิ้วแคะหูไปพลาง
“ตอนนี้สิ่งที่ก้องต้องรับผิดชอบมีเรื่องเดียวคือเรื่องเรียน  ขอแค่เรียนผ่านสบายๆก็พอแล้ว ไม่ต้องเรียนดีเด่นอะไรหรอก
“ครับแม่”เขารับคำพลางตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก
“ก้องรู้มั้ย  เด็กบ้านนอกอายุเท่าก้องน่ะ เค้าดูแลครอบครัวได้แล้ว  นี่ก้องแค่ดูแลตัวเองได้ให้แม่สบายใจแค่นั้นเอง”
“ครับผม”เด็กหนุ่มปล่อยช้อนส้อมจากมือลงในจาน
“เฮ้อ..”แม่ของเขาถอนหายใจ
“ครับผม”ก้องรับคำอัตโนมัติ
“ที่ลูก ครับๆ นี่ลูกฟังแม่อยู่รึเปล่า”
ก้องหัวเราะ  ลุกขึ้นสะพายกระเป๋า “เดี๋ยวก้องไปเรียนก่อนนะครับแม่”
“ขับรถระวังๆล่ะ”หล่อนเตือนขณะเดินมาเก็บจาน “จำที่แม่บอกได้มั้ย ใส่หมวกกันน็อคทุกครั้ง และห้ามขับเร็วเกินสี่สิบนะ”
เด็กหนุ่มทำหน้าลำบากใจก่อนจะยอมรับปาก  ก่อนเดินออกจากบ้านไป ขี่มอเตอร์ไซต์ไปเรียนตามปรกติ
หลังเลิกเรียนก้องก็ไปจอดมอเตอร์ไซต์รออยู่หน้าหอพักแห่งหนึ่งใกล้ๆโรงเรียน  ระหว่างที่รอเขาก็ส่องกระจกข้างรถจัดทรงผมให้เข้าที่ไปพลาง  เขานัดเธอห้าโมงเย็น  เวลาผ่านเลยไปถึงห้าโมงครึ่งในที่สุดเด็กสาวร่างเล็กหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักก็เดินลงมา
“รอนานมั้ยคะพี่ก้อง  โทษที่ค่ะ พอดีฟ้ามัวแต่เป่าผมให้แห้ง”
“ไม่นานเลยครับ”ก้องตอบพร้อมกับรอยยิ้ม “วันนี้น้องฟ้าอยากทานอะไร”
“วันนี้อยากทานอาหารญี่ปุ่นค่ะพี่ก้อง”
“อาหารญี่ปุ่นเหรอครับ...อืมม์ พี่รู้จักร้านอยู่ เดี๋ยวพี่พาไป”
ก้องพาน้องฟ้าไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้าน “ซึนามิ” ร้านอาหารญี่ปุ่นขนาดย่อม ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหอพักเท่าไหร่ ระหว่างรับประทานก้องก็คอยสังเกตสีหน้าของน้องฟ้า
“เป็นไงครับน้องฟ้า รสชาติถูกปากมั้ย”
“อร่อยดีค่ะ” เด็กสาวตอบ “สงสัยต้องให้พี่ก้องพามาทานบ่อยๆแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นเอาของพี่ไปอีกนะ”เขาพูดพลางคีบซาซามิแซลมอนในจานตัวเองใส่จานของน้องฟ้า
“พี่ก้องก็ได้ทานนิดเดียวสิคะแบบนี้”น้องฟ้าพูดเสียงอ่อน
“แค่ได้เห็นน้องฟ้าอร่อยพี่ก็อิ่มแล้วล่ะ”ก้องพูดพร้อมกับรอยยิ้ม  พอน้องฟ้าทานเสร็จก้องก็ยกมือเรียกเก็บเงินโดยที่เขาเป็นฝ่ายออกเงินเองทั้งหมด  ส่วนเงินทอนที่เหลือก็ให้ทิปแก่พนักงานเสิร์ฟ
“พี่ก้องน่ารักจังเลย”เด็กสาวพูดเสียงออดอ้อน“ฟ้าเกรงใจพี่ก้องจัง”
“พี่ก็แค่ทำหน้าที่แฟนที่ดีของน้องฟ้าแค่นั้นเองครับ เอ้อ... น้องฟ้าเคยบอกพี่ว่าชอบผู้ชายที่เล่นกีต้าร์เป็นใช่มั้ย”
“อ่า..ใช่ค่ะ  ฟ้าว่าการที่คนที่เรารักเล่นกีต้าร์ให้ฟังมันดูโรแมนติคดี  แต่ยังไงฟ้าก็ชอบในสิ่งที่พี่เป็นที่สุดนะคะ”
“ชื่นใจจัง”เด็กหนุ่มยิ้มแก้มปริ
น้องฟ้าขอให้ก้องไปเดินเลือกเสื้อผ้าต่อเป็นเพื่อน  ก้องก้มดูนาฬิกาอย่างกังวลแต่ก็ตกลงไปด้วย  ทั้งคู่ไปเดินที่ตลาดนัดกลางคืน  น้องฟ้าได้เสื้อผ้าถูกใจมาหลายชุด  กว่าจะเดินเสร็จเวลาก็ผ่านล่วงเลยไปถึงสองทุ่มครึ่ง  ก้องไปส่งน้องฟ้าที่หอ ก่อนที่เธอจะเดินเข้าหอเธอก็หันมาจูบที่แก้มซ้ายของเขา
“พี่ก้องน่ารักที่สุดเลย”เธอโบกมือลาอย่างร่าเริงเดินขึ้นหอไป  เด็กหนุ่มโบกมือตอบอย่างเลื่อนลอย  ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดทางที่ขี่มอเตอร์ไซต์กลับบ้าน
เมื่อกลับมาถึงที่บ้าน แม่ของเขายืนรอหน้าบ้านอยู่ก่อนแล้ว  เดินตรงเข้ามาถามทันทีที่เห็นหน้าลูกชาย
“ไปไหนมา  ทำไมไม่เปิดโทรศัพท์”
“เอ่อ”ก้องพยายามนึกหาข้ออ้าง
“คราวหลังก้องจะไปไหนมาไหนก้องต้องโทรบอกแม่ก่อน  ไม่ใช่หายไปดึกดื่นแถมยังติดต่อไม่ได้แบบนี้  แม่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับก้องหรือเปล่า”
“แม่ครับ” ก้องถอนหายใจอย่างหมดความอดทน “ก้องโตแล้วนะครับ แม่ไม่ต้องมาตามเป็นห่วงทุกฝีเก้าหรอก เพื่อนก้อง...”
“เดี๋ยวนะ”แม่ของก้องเดินเข้ามาสัมผัสที่แก้มซ้าย “นี่มันลิปสติคนี่  ก้องไปกับผู้หญิงมาใช่มั้ย”
“นี่มันเรื่องส่วนตัวก้องนะแม่”เขาตอบกลับ เดินผ่านแม่ของเขาเข้าประตูบ้านไป  ผู้เป็นแม่ก็เดินตามหลังเข้ามา
“แม่เคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามีแฟน  ก้องควรตั้งใจเรียนก่อน เรียนจบแล้วค่อยหาแฟนก็ได้  รักวัยเรียนรักกันไม่ยืดหรอก  แถมปัญหาก็ตามมาเยอะ”
“พอแล้วแม่ ก้องขี้เกียจฟังแล้ว”เขาเดินขึ้นไปไดไปที่ห้องของเขา ปิดประตูเสียงดังแล้วล็อคกลอน
“ก้อง”แม่เขาร้องเรียกพลางเคาะประตู “ออกมาคุยกับแม่ให้รู้เรื่องก่อน...ก้อง”
เขาไม่สนใจเสียงเรียกของแม่  หยิบกีต้าร์มานั่งเล่นบนเตียงนอน เขาเหลือบมองปฏิทินเห็นวันที่ของวันพรุ่งนี้มีไฮไลท์สีชมพูวงไว้  เขาหันไปมองรูปน้องฟ้าบนหัวนอน แล้วเล่นกีต้าร์ต่อ

ตกเย็นวันรุ่งขึ้นก้องก็ไปนัดเจอน้องฟ้าหน้าหอเหมือนอย่างเคย  แต่วันนี้เด็กสาวที่อ่อนหวานร่างเริงกลับดูซึมเซา
“น้องฟ้าครับ วันนี้พี่จะพาไปร้านๆหนึ่ง บรรยากาศดี อาหารอร่อย พี่ว่าน้องฟ้าต้องชอบแน่ๆ”
“จริงเหรอคะพี่ก้อง  งั้นเราไปกันเถอะค่ะ”
 ร้านเกียรตินำเป็นร้านเล็กๆแต่ดูดี  ตั้งอยู่ในซอยที่ค่อนข้างสงบ บรรยากาศอบอุ่นประดับด้วยแสงเทียนสีแสด  เปิดเพลงบรรเลงนุ่มๆคลอเบาๆ  รายการอาหารเป็นสไตล์ตะวันตก  รสชาติมาตรฐานแต่ราคาย่อมเยา
“เป็นไงครับน้องฟ้า”
“อร่อยมากเลยค่ะพี่ก้อง”เด็กสาวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แววตาดูเลื่อนลอย
“เอาของหวานหน่อยมั้ยครับ”ก้องถาม
“เอ่อ.. ไม่ดีกว่าค่ะ ฟ้ากำลังลดความอ้วน”
“รับซักหน่อยดีกว่านะครับ”ไม่รอช้าก้องรีบยกมือสั่งของหวาน ทันใดนั้นเค้กวันเกิดกับกีต้าร์โปร่งก็ถูกยกมาถึงโต๊ะ  ก้องยิ้มเมื่อได้เห็นสีหน้าประหลาดใจของน้องฟ้า
“สุขสันต์วันเกิดนะครับน้องฟ้า  บ่ายนี้พี่โดดเรียนเพื่อมาเตรียมให้น้องฟ้าโดยเฉพาะ  แล้วก็เพลงที่จะเล่นนี้ขอมอบให้คนพิเศษของพี่นะครับ”พูดจบก้องก็เริ่มบรรเลงเพลงที่ซุ่มซ้อมมาหลายคืน  เขาหลับตาปล่อยอารมณ์ให้คล้อยไปตามเนื้อเพลง  พอบรรเลงจบเขาก็ลืมตาขึ้นมองหน้าน้องฟ้า  เด็กหนุ่มต้องประหลาดใจเมื่อเห็นแฟนสาวของตัวเองร้องไห้อยู่  เขารีบหยิบทิชชู่เอื้อมไปซับน้ำตาให้
“พอเถอะค่ะพี่ก้อง”เธอดันมือเขาออก “ยิ่งพี่ทำดีกับฟ้า ฟ้าก็ยิ่งรู้สึกผิด”
“น้องฟ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าครับ”ก้องถามอย่างงงๆ “บอกพี่ได้ทุกเรื่องเลย”
น้องฟ้ามองหน้าก้องอย่างเงียบๆก่อนจะเอามือซบหน้า ร้องไห้โฮระล่ำระลักว่า “ฟ้าขอโทษ  ความจริงฟ้ามีแฟนอยู่แล้ว  ที่ผ่านมาเขาไม่สนใจฟ้าเลย  แต่วันนี้เขายังจำได้ว่าเป็นวันเกิดฟ้า เขายังไม่ลืมฟ้า  ฟ้ายังรักเขามาตลอด ขอโทษนะคะพี่ก้อง  พี่ก้องดีกับฟ้าขนาดนี้  ฟ้าไม่อยากหลอกพี่อีกต่อไปแล้ว”
“พ...พี่..ไม่ดี ตรงไหนเหรอครับ”เขาถามอย่างตะกุกตะกัก มือไม้เริ่มสั่น
“พี่ดีกับฟ้ามาก  แต่ไม่รู้ทำไมฟ้าถึงรักพี่ไม่ได้  ฟ้าขอโทษ”พูดจบเธอก็ร้องไห้โฮออกมาอีก
“ไม่เป็นไรครับ”ก้องพูดอย่างเลื่อนลอย “พี่เข้าใจ”
น้องฟ้าบอกก้องว่าไม่ต้องไปส่งเพราะโทรบอกให้แฟนของเธอมารับแล้ว  เด็กหนุ่มยืนมองเด็กสาวที่ตนรักขึ้นรถเก๋งสีดำไปกับผู้ชายอีกคน  จากนั้นจึงขี่มอเตอร์ไซต์ออกไปอย่างใจลอย  เขาจมอยู่ในห้วงความคิด  นึกถึงความทรงจำอันแสนหวานที่ผ่านมา  คิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นแค่ฝันไป  พอเรียกสติกลับมาได้อีกที ท้ายรถกระบะสีน้ำเงินคันหนึ่งก็อยู่ตรงหน้าใกล้เกินกว่าจะเบรคทันแล้ว.....โครม!!!
ก้องค่อยๆได้สติลืมตาตื่นขึ้นมา  สายน้ำเกลือระโยงรยางค์เสียบเข้าที่หลังมือขวาของเขา  ขาขวาถูกยกขึ้นสูงและถูกหุ้มด้วยเฝือก  ทางด้านซ้ายข้างกาย  แม่ของเขากำลังฟุบหลับอยู่  ก้องเริ่มขยับแขนซ้าย  แม่ของเขาพลันสะดุ้งตื่นขึ้น
“ฟื้นแล้วเหรอก้อง  รู้สึกยังไงบ้าง”
“ก็ดีครับ”ก้องตอบอย่างเหนื่อยอ่อน “ยังมึนหัวนิดหน่อย”
“งั้นพักผ่อนเถอะลูก”แม่ของเขาใช้มือลูบหน้าผากเด็กหนุ่มอย่างทะนุถนอม “อยากกินอะไรก็บอกนะ เดี๋ยวแม่จะลงไปซื้อให้”
ก้องมองหน้ามารดาของเขานิ่ง  น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาจากหางตา “แม่ครับ ก้องถูกหักอก  ก้องน่าจะเชื่อแม่”
“ไม่เป็นไรๆ”ผู้เป็นแม่กล่าวอย่างอ่อนโยน “ถือซะว่าเป็นบทเรียนนะ  เดี๋ยวเวลาจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเอง”
“แม่ไม่บ่นก้องเหรอ”ก้องถามอย่างแปลกใจ
“ที่แม่บ่นเพราะอยากจะสอนก้องหรอก  ตอนนี้ก้องก็ได้บทเรียนด้วยตัวเองไปแล้ว แม่จะบ่นซ้ำเติมอีกทำไม”แม่ของก้องยิ้มออกมาแล้วพูดต่อ “หรืออยากฟังแม่บ่น”
“ก็ดีครับ สนุกดี”ก้องตอบยิ้มๆ จากนั้นยกมือซ้ายขึ้นกอดผู้เป็นมารดา “ก้องรักแม่นะครับ”
หญิงวัยกลางคนใช้มือลูบศีรษะลูกชาย “แม่ก็รักลูกจ้ะ”


วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

หมาไม่รับประทาน




มันเป็นศึกดวลลูกสักกะหลาดที่มันส์ระเบิด ไม่ใช่ศึกแกรนด์แสลมระหว่างเฟเดอร์เรอปะทะนาดาล แต่เป็นศึกระหว่างผมกับรุ่นน้องชั้นม.2คนหนึ่ง ตีไม่แรงเท่าไหร่แต่เหนียวมาก และโยกดีด้วย ผมอาศัยข้อได้เปรียบตรงที่ช่วงแขนขายาวกว่าและกำลังที่มากกว่าเพราะอยู่ม.6แล้ว ไล่ตามเก็บได้หมดทุกลูก ไม่มัวเสียเวลาคิดว่าควรจะปล่อยลูกไหนทิ้งไป เพิ่งผ่านไปสามเกมอย่างกะเล่นมาแล้วสี่เซ็ต แสบคอ ปากแห้ง น้ำลายเหนียว เนื้อตัวกระปลกกระเปลี้ยเบาหวิว กติกากำหนดไว้ว่าตัดสินภายในเซ็ตเดียวโดยที่ไม่มีการพักระหว่างเกม จึงไม่มีโอกาสงามๆสำหรับดื่มน้ำดับกระหาย ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามซึ่งเด็กกว่ายังไม่ดื่ม ผมในฐานะที่เป็นรุ่นพี่ก็ต้องไม่ดื่มเช่นกัน ดวงอาทิตย์ยามก่อนบ่ายฉายแสงแรงกล้า เปียกทั้งตัวราวกับไปอาบน้ำมาทั้งชุด ผลสุดท้ายผมชนะได้ด้วยการเล่นไทเบรคเจ็ดต่อหก
“พี่วิ่งเร็วจริงๆ แถมยังอึดมากด้วย”
ผมโบกมือตอบรับคำชมของรุ่นน้อง แต่ปากคอแห้งจนพูดลำบากมากจึงเปลี่ยนใจไม่พูดเสียดีกว่า คู่แข่งและเพื่อนๆชั้นม.2ของมันสวัสดีผมด้วยความยำเกรงกึ่งเป็นกันเอง จากนั้นก็เดินออกจาคอร์ทไป ส่วนตัวผมพออะดรีนาลีนหยุดหลั่ง ขาก็ทรุดฮวบลงไปนั่งกับพื้น
“โอ๊ยๆๆๆ”ขาหลังข้างซ้ายดันมาเป็นตะคริวเสียได้
ผมพยายามยืดเส้นต้นขาตัวเอง ปล่อยให้แดดแผดเผาตัวเองต่อไป ยืดจนรู้สึกว่าดีขึ้นแต่ยังไม่หายดี ความกระหายรุกเร้าให้ผมเดินขะย่องขะแย่งไปยังเก้าอี้ยาวๆตัวหนึ่งสำหรับวางข้าวของและให้ผู้ชมสามสี่คนนั่งดู มีหลังคาสังกะสีสีเขียวให้ร่มเงาด้วย ร่างกายโหยหาเครื่องดับกระหาย ที่ผมเตรียมเอาไว้ก็คือแก้วน้ำเปล่าใส่น้ำแข็ง แต่พอไปถึงก็พบว่ามันถูกซดไปเสียเกลี้ยงไม่เหลือน้ำแข็งสักก้อน ไอ้กลุ่มเด็กม.2บางคนคงแอบซดเพราะทนกระหายไม่ไหว อาจจะทุกคนรวมใจกันซดก็ได้ ผมแหงนหน้าอ้าปากยกแก้วพลาสติกที่เหลือเพียงกลุ่มหยดน้ำก้นแก้ว เมื่อหยดน้ำที่ไหลอ้อยอิ่งผ่านช่องปากลงสู่ลำคอ แทนที่จะดับกระหายกลับกระตุ้นความกระหายของผมให้แรงขึ้นกว่าเก่า ผมกวาดตาล่อกแล่ก ที่พึ่งแรกที่นึกได้ก็คือร้านภิรมย์นมสด ซึ่งอยู่เยื้องสนามเทนนิสไปเล็กน้อยพอไปถึง คำตอบแรกที่ผมได้จากป้าภิรมย์ หญิงวัยสี่สิบปลายผมสั้นประท้ายทอย ผิวคล้ำ ใบหน้าขรุขระคือ
“น้ำเปล่าหมดลูก”
ผมเหลือบมองน้ำปั่นหลากสี จากนั้นล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาเปิดดู ไอ้หยา! เหลืออยู่ยี่สิบบาท หวุดหวิดค่านั่งรถสองแถวกลับบ้านพอดี(ต้องต่อราคาก่อน) ผมเหลือบมองกระปุกผงโกโก้ เหลือบมองเครื่องปั่น พลางกลืนน้ำลายเอื้อกอย่างยากเย็น ใจหนึ่งก็อยากจะเอ่ยปากขอแปะเงินป้าภิรมย์ไว้ก่อน แต่คิดดูแล้วช่างน่าอาย ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยยืมหรือติดเงินใครเลย
“เอาไว้วันหลังแล้วกันครับ”ผมพูดเสียพร่า ฉีกรอยยิ้มแห้งผาก
ตู้กดน้ำดื่มของโรงเรียนนั้นเอาไว้ก่อน เพราะรสชาดไม่ค่อยดี เป้าหมายที่สองชองผมคือเซเว่นอีเลฟเว่น ระหว่างการเดินจะเดินเร็วไปก็ไม่ได้ มิฉะนั้นอาการตะคริวที่ขาหลังด้านซ้ายจะกำเริบแปล๊บขึ้นมาทันที ดวงอาทิตย์แผดแสงอย่างไร้ความปราณี เนื้อตัวที่ทำว่าจะแห้งก็ชุ่มอีกครั้งด้วยเหงื่อที่ออกไม่หยุด พอมาถึงริมถนนก็หยุดยืนให้รถราวิ่งผ่านหน้าไป สายลมตีอุ่นๆชวนหายใจมิใคร่ออก มองขวามองซ้ายแล้วข้ามไป เซเว่นรออยู่เบื้องหน้า พอผลักประตูกระจกใสเข้าไปเสียงกริ่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเซเว่นอีเลฟเว่นก็ดัง เข้ามาในร้านแล้วค่อยนึกขึ้นได้ว่าตังค์ไม่มีนี่หว่า ผมเดินถอยหลังออกมาจากร้าน เดินช้ามไปอยู่เส้นสีเหลืองแบ่งครึ่งกลางถนน รถราตรงหน้าผมแล่นมาจากไหนไม่รู้ต่อกันเป็นแถวยาวพรืด วิ่งกันเฟี้ยวฟ้าวตีลมผ่านหน้าผม เมฆก้อนเล็กๆบดบังแสงชั่ววูบหนึ่งแล้วคล้อยผ่านไป ความกระหายรุกเร้าให้ผมเดินกลับเข้าไปในเซเว่นอีกครั้ง
ผมเดินเข้ามาอย่างไม่สนใจใครเพราะการดับร้อนดับกระหายสำคัญที่สุดในยามนี้ รู้แต่ว่ามีคนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียนชั้นมัธยม นิสิตนักศึกษา หรือมนุษย์เงินเดือน ผมเดินไปหยุดอยู่ข้างๆตู้กดน้ำเกล็ดหิมะ(สเลอร์ปี้) คนแรกเป็นชายศีรษะล้านเลี่ยนมันปลาบ สวมเสื้อเชิร์ตสีชาว กางเกงสแล็คและแว่นตา กดน้ำเกล็ดหิมะสีน้ำตาลคล้ำที่ต่อกันเป็นสายลงไปในแก้วอย่างไม่ชาดไม่เกิน แล้วเดินออกไปอย่างเคร่งขรึม ไม่สนใจเด็กนักเรียนชายผู้ต่อแถวอยู่ข้างหลังที่ซึ่งกำลังส่งยิ้มให้ เด็กนักเรียนเดินเข้าไปกดต่อ เขาเลือกแก้วขนาดกลาง กดเสียพูนแก้ว เอาริมฝีปากเม้มเขมือบหายไปพร่องปากแก้ว เติมใหม่แล้วเขมือบใหม่ ทำเช่นนี้หลายครั้งจนผมต้องกระดิกเท้าแต่ไม่กล้ากระแอมไอเพราะกลัวอ้วก ผ่านไปสี่ห้ารอบคาดว่าเด็กคนนั้นคงหนำใจแล้ว เขาหันมาส่งยิ้มให้ผมแล้วเดินเฉียดไหล่ผ่านผมไป ผมรีบเดินเข้าไปประกบเครื่องกดอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่สามารถ มือกระชับคันโยกเล็กๆ ย่อเข่าก้มหน้าแหงนคออ้าปากรอให้น้ำเกล็ดหิมะไหลลงสู่ช่องปาก แต่ก่อนที่จะกดหางตาผมก็เหลือบเห็นเงาคนตะคุ่มๆอยู่ข้างหลัง ผมหันไปดูพบว่าเป็นพนักงานชายสวมเสื้อเชิร์ตสีเขียวอ่อน รูปร่างเตี้ยล่ำ ผมรองทรงไว้เคราแพะ มือขาวกำผ้าขี้ริ้วขนหนู สายตามองมายังผมอย่างเฉยชา แต่ผมนี่รู้สึกชาที่หน้าขึ้นมาเลย แกล้งหันกลับไปก้มหัวต่ำลง แหงนหน้ามองส่องขึ้นไปเพื่อให้เขาเข้าใจว่าเรากำลังดูอะไรบางอย่างทีอยู่ในรูทางออกของน้ำเกล็ดหิมะอยู่ จากนั้นเดินก้มหน้างุดๆเฉียดไหล่พนักงานคนนั้นออกจากเซเว่นมา เสียเวลายืนตากแดดบนเส้นเหลืองแบ่งครึ่งถนนครู่หนึ่ง หน้ามืดวูบวาบร่างส่ายโงนเงน มีจังหวะหนึ่งที่โตโยต้ายาริสสีชาวเฉี่ยวผ่านหน้าผมไปพร้อมเสียงแตรดังลั่น ช่วยปลุกผมจากภวังค์ ผมสั่นศีรษะสลัดความมึน รอให้ชบวนรถราทิ้งช่วงห่างแล้วจึงข้ามไป
เป้าหมายที่สามคือตู้กดน้ำของโรงเรียน ลำคอแสบ น้ำลายเหนียวจนกลืนไม่ได้ เพราะถ้ากลืนอาจจะไอและอ้วกออกมา ผมไม่ชอบรสชาดน้ำดื่มสาธารณะเพราะรสชาดมันคล้ายน้ำประปราที่มีกลิ่นโลหะเจือปน ตู้กดน้ำดื่มตั้งอยู่ในโรงอาหาร ระยพทางที่เคยคิดว่าใกล้บัดนี้รู้สึกว่าไกลโข มันเป็นตู้ทำจากเหล็กตู้หนาๆสี่ขาตั้ง สูงระดับอก ผมก้มหน้าแหงนคออ้าปาก สันมือกดประทับปุ่มทรงกระบอก แต่น้ำดื่มสาธารณะเจ้ากรรมดันไม่ไหลลงมา เปลี่ยนไปใช้อีกสองก๊อกข้างเคียงก็ไม่ไหลเช่นกัน ผมรีบมองหาเป้าหมายที่สี่นั่นก็คือห้องน้ำชาย
ห้องน้ำชายปูพื้นและผนังด้วยกระเบื้องสีเหลืองนวล พอแสงแดดจากภายนอกที่ส่องผ่านช่องประตูและหน้าต่างกระจกฝ้าเข้ามาตกกระทบ ทั้งห้องก็จะมีบรรยากาศสีเหลืองนวลไปด้วย ซิงค์น้ำอยู่หน้าทางเข้า มีสองอ่างติดกัน ทางขวามือเป็นโถปัสสาวะสามโถคั่นระหว่างกลางด้วยแผ่นเซรามิกซ์หนาๆ โถกลามีรุ่นน้องม.4คนหนึ่งประกบอยู่ ผมเดินเข้าประชิดอ่างล้างหน้า จุ่มหน้าลงไปแล้วหมุนก๊อก ไม่รู้ว่าโรงเรียนนี้เป็นบ้าอะไรในวันนี้ น้ำไม่รู้จักไหลสักที่ น้องม.4มองผมแล้วพูดกลั้วหัวเราะขึ้นว่า
“น้ำไม่ไหลตั้งแต่เช้าแล้วพี่ ทั้งโรงเรียนเลย”
ผมเกือบทุบกระจกแตก ดีที่หักใจเดินออกมาได้เสียก่อน เมื่อออกมาสู่โรงอาหารที่นักเรียนคราคร่ำ ผมสอดส่ายสายตาไปตามเครื่องประดับฉากที่มีชีวิตเหล่านี้
บังเอิญเหลือบไปเห็นเพื่อนร่วมชั้นชายคนหนึ่ง จักรินทร์เดินสะพายกระเป๋าด้วยไหล่ขวาข้างเดียวมาพอดี มันเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่เมื่อก่อนผมไม่อยากนับเป็นเพื่อนเท่าใดนัก แต่ตอนนี้คงต้องนับไปพลางๆก่อน จักรินทร์ไม่มีเพื่อนสนิท เพราะมันชอบพูดอะไรขวานผ่าซากไม่เกรงใจใคร และชอบพูดอะไรเป็นเชิงปรัชญาและนามธรรมที่เข้าใจยาก ออกจะติดเพ้อเจ้อเป็นส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆผมไม่อยากคุยด้วย แต่ตอนนี้ผมได้แต่ปลอบใจตัวเองแล้วเดินเข้าไปหา
“จักรินทร์ ขะ..ขอ”ผมกระแอมสบัดความแห้งที่ลำคอและความอายออกไปอย่างระมัดระวังไม่ให้อ้วกออกมา “ขอยืมเงินหน่อย”
จักรินทร์ยืนนิ่งสบตาผมด้วยท่าทีที่เฉยชาครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้นว่า
“เราไม่ชอบนายในตอนนี้ สายตานายบ่งบอกว่านายเห็นแต่ความสำคัญของตัวเอง นายมองคนอื่นเป็นเหมือนฉากที่ดิ้นได้ เราสาบานกับฟากฟ้าว่าจะไม่ช่วยเหลือคนแบบนี้ ดังนั้นเราจะไม่ช่วยเหลือนาย สุดท้ายก็จะไม่ให้นายยืมเงิน”
มันเดินชนไหล่ผ่านผมไป ผมหันหลังไปชูนิ้วกลางให้แทนคำด่าที่แห้งผากทั้งหมดทั้งมวล เพิ่งจะครึ่งวันก็สะพายกระเป๋ากลับบ้านแล้ว ไม่เสียดายตังค์พ่อแม่ส่งมาเรียนหรือวะ ไอ้ถ่วงความเจริญชาติ วันๆดีแต่เพ้อเจ้ออวดฉลาด ผมเดินออกจากโรงอาหารมา เพื่อนร่วมชั้นชายซึ่งเป็นเด็กเรียนดีคนหนึ่งเดินผ่านหน้าผมไปหยกๆ ผมนึกชื่อไม่ออก ผมหยิกติดหนังศีรษะ หูกาง ช่วงปากกว้างและยื่นออกมามากกว่าช่วงหน้าผาก ไม่ได้สวมแว่นตา จมูกใหญ่ๆชอบขยับไปมาเหมือนเจ้าตูบพิฆาตกลิ่น ผมเดินขะย่องแขย่งตามให้ทัน ต้องคอยระวังไม่ให้ตะคริวกำเริบด้วย ช่างเหนื่อยและลำบากเหลือแสน ผมเอื้อมมือไปสะกิดหลังของเขา เขาหยุดเดินแล้วหันหลังมา
“สวัสดี มีธุระอะไรกับเราเหรอ”
ผมรวมความกล้าอ้าปากกล่าวออกไปว่า “คือเรา..แค่กๆ”ผมไอแห้งๆจนเกือบอ้วกออกมา
เพื่อนเด็กเรียนใช้สายตาสำรวจร่างที่โชกเหงื่อของผมอย่างหวั่นๆ
“หักโหมเล่นมากไปแล้ว ดื่มน้ำสักหน่อยเดี๋ยวก็ดีขึ้น”
“คือเราอยาก....แค่กๆๆ..”ผมไอแห้งๆจนเกือบอ้วกออกมาอีกครั้ง ขย้อนจนรู้สึกเปรี้ยวๆที่ลำคอแต่ก็กลืนกลับลงไป จากนั้นก็ไอต่ออีกยกใหญ่ ไอ้ร่างกายเวรนี่เป็นของเราเแท้ๆ ดันมาทรยศในช่วงเวลาสำคัญเสียได้
“เรามีงานค้างอยู่ ต้องไปรีบสะสาง รักษาตัวดีๆนะ”
เพื่อนเด็กเรียนดีเดินจากไป ไม่มีกะจิตกะใจจะเดินตามไปไอใส่หน้ามันอีกแล้ว ที่พึ่งอีกที่หนึ่งที่นึกได้ ที่ๆไม่เคยได้เฉียดกายเข้าใกล้มากว่าสามปีนั่นก็คือห้องสมุด จำได้ว่าที่นั่นมีที่กดน้ำเย็นเจี๊ยบอยู่ด้วย ระยะทางสองร้อยเมตรตอนนี้ไกลยังกะสองไมล์ ทนเดินขะย่องขะแย่งบากหน้าไป ระหว่างทางผ่านบริเวณหน้าศาลาสำหรับประกอบกิจกรรมซึ่งเป็นลานจอดรถ มีเชิงปูนก่อสูงขึ้นมาสำหรับปลูกดอกเข็มเรียงราย กำลังเดินได้จังหวะข้อเท้าก็เสือกพลิก ตัวก็ทรุดล้มลงไป พยายามชันกายลุกขึ้นตะคริวก็ดันกำเริบจนต้องล้มลงไปนอนปวดอยู่กับพื้น ไอ้ร่างกายทรพี! ไม่รู้จักบุญคุณกูที่เป็นผู้คุ้มหัวกบาลมึงอยู่ แดดแม่งก็เปรี้ยงๆ กูยังไม่อยากตายเพราะเรื่องโง่ๆแบบนี้ แค่อ้าปากส่งเสียงร้องขอชีวิตกูยังไม่มีปัญญาจะทำเลย ไอ้รถและคนที่ผ่านมาก็ดีแต่มอง จะมีใครมีน้ำใจช่วยดับกระหายให้กูบ้างมั้ยโว้ย! ทำไมโลกมันถึงได้เส็งเคร็งอย่างนี้!

15 นาทีผ่านไป

แดดยังคงแผดเผาเปรี้ยงๆไม่ราแรง รอบข้างปราศจากผู้คนและรถราเพราะได้เวลาเข้าเรียนภาคบ่ายแล้ว ผมอ่อนแรงเกินกว่าจะขบถต่อความตายที่กรายเข้ามาใกล้ ผมกลัวและคอแห้งเกินกว่าจะร้องไห้กับสิ่งที่มวลมนุษยชาติยากจะยอมรับ ผมเลือกทำใจปลงซึ่งเป็นทางเดียวที่ทำได้ในตอนนี้ มีเวลาและความจำเป็นให้ผมฝึกหลักสูตรการปลงเร่งรัดนี้อยู่มากโข สายตาเริ่มพร่าเลือน ผมพยายามใช้เทคนิคของหนูน้อยไม้ขีดไฟบิดเบือนภาพที่เห็นให้กลายเป็นสวนสวรรค์ขนาดย่อม ได้ผลจริงด้วย สักพักก็มีนางฟ้าชุดขาวองค์หนึ่ง โฉบเข้ามาเหนือบใบหน้าของผม ยกคนโทขึ้นเท ผมอ้าปากรองรับน้ำอัมฤตนั้น สายน้ำสีเหลืองเข้มกลิ่นเตะจมูกพุ่งลงมาเป็นสายอย่างสวยงาม นางฟ้ายิ้มพริ้มตา พอน้ำอมฤตไหลผ่านลำคอ ความกระหายส่วนใหญ่ก็ปลาศนาการหายไป ภาพแห่งความเป็นจริงกระจ่างชัดขึ้นอีกครั้ง ไอ้โจ้ ลาบราดอร์ตัวสีขาวประจำโรงเรียนกำลังพริ้มตายกขาปล่อยน้ำแสดงอาณาเขต จากนั้นก็วิ่งเหยาะๆจากไป ผมชันกายขึ้นนั่ง เอาข้อมือเช็ดป้ายรอบปาก จากนั้นค่อยลุกขึ้นยืน อาการตะคริวกินหายเป็นปลิดทิ้ง ผมเดินไปก้มสำรวจดูต้นดอกเข็มบนเชิงปูนบริเวณนั้น

“พระเจ้า! เพิ่งเคยเห็นเอ็งสวยงามขนาดนี้ก็วันนี้ล่ะ”ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่ชุ่มชื่นที่สุดเท่าที่เคยพูดมา


วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

รองเท้าทองคำ



ในทีสุดผมก็คว้ารางวัล รองเท้าทองคำมาได้
ความพร้อมของร่างกายสำคัญมาก แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ใจ
ที่หน้าอกผมมีแม่เหล็กดึงดูดเข้าหาเส้นชัย ผมผ่านการเคี่ยวกรำมานับไม่ถ้วน จนมันฝังลงไปในใจตามสัญชาตญาณ
เคล็ดลับของผมมีอยู่ว่า เริ่มวิ่งใหม่ๆ ผมวิ่งในสนามกีฬา
ในที่แห่งนั้น บางคนเป็นนักวิ่งอยู่แล้ว มักจะวิ่งเร็วกว่าคนอื่นๆ
เมื่อเห็นคนเหล่านั้น ผมก็จะกำหนดในใจว่าจะต้องแซงคนนั้นให้ได้ก่อนถึงจุดๆหนึ่งๆ
อย่างเช่น ผมต้องแซงคนเสื้อแดงคนนั้นให้ได้ ก่อนพ้นประตูทางเข้า
ไม่เคยมีใครแซงผมได้ หรือที่ผมแซงไม่ได้

วันนี้เป็นวันแรกที่ผมจะได้ลองสวมรองเท้าทองคู่นี้วิ่ง รองเท้าไม่ได้นุ่มสบายหรือวิเศษอะไร แต่มันคือความภูมิใจครั้งหนึ่งในชีวิตผม
เมื่อออกตัววิ่งก็เหมือนเข้าฌาณ เหนื่อยตอนต้นเพียงครู่เดียวเดี๋ยวก็ติดลมจนไม่อยากหยุด
แน่นอนว่าครั้งนี้ ก็ยังไม่มีใครที่จะแซงผม หรือที่ผมแซงไม่ได้ เหมือนอย่างเคย
ผมวิ่งด้วยระดับความเร็วที่ไม่มีใครในสนามกีฬาเทียบติด
แต่ทันใดนั้นผมกลับได้ยินเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งวิ่งไล่ตามหลังผมมาอย่างกระชั้นชิด
ผมอึ้งอยู่ในใจ สั่งตัวเองให้ยิ้มย่อง ผมไม่คิดจะหันหลังไปมองเพราะเป็นการแสดงความกลัว
ผมสับขาเร็วขึ้น ดูซิว่ามันจะตามทันไหม
เสียงฝีเท้าของมันกลับถี่กระชั้นตามผม
มันเป็นใครมาจากไหน ผมสับขาเร็วขึ้นอีก ดูซิว่ามันจะทนได้แค่ไหน
ผมเริ่มหอบ แต่ไม่ได้ยินเสียงหายใจของมัน
รองเท้าทอง จะมีประโยชน์อะไร ถ้ามาแพ้หมดรูปให้ใครก็ไม่รู้อย่างนี้
ผมเร่งสุดฝีเท้า มันก็เร่งตามผม
ผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้แล้ว ผมเริ่มไม่ไหว หูอื้อไปหมด เลยไม่ได้ยินเสียงหอบของมัน
แต่ยังได้ยินเสียงฝีเท้ามันอยู่
หลายร้อยเมตรต่อมาผมไม่แคร์สายตาคนอื่น ที่อาจจะมองผมเหมือนคนบ้า
ก็ไอ้บ้าข้างหลังผมมันยังตามมาอยู่นี่หว่า
สิบวินาทีสุดท้ายผมรีดเร้นพลังทุกเฮือกออกมาหมด ผมกลัวตาย แต่ไม่กล้าผ่อนฝีเท้าลง
แล้ววินาทีต่อมา ผมก็ล้ม จังหวะนั้นผมไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของมันอีก ผมชนะแล้ว

....

มีหลายคนบอกผมว่า รองเท้าที่ผมซื้อจากร้านมือสองคู่นี้มีอาถรรพ์ ทำให้นักวิ่งมาราธอนที่มีดีกรีแชมป์จังหวัดหัวใจวายตายขณะวิ่งมาแล้ว วันนี้ผมลองใส่ออกวิ่งดู ตอนแรกๆยังไม่มีอะไรผิดปรกติ แต่พอเร่งฝีเท้าขึ้นกลับมีเสียงแปลกๆ ดังเหมือนเสียงฝีเท้าซ้อน คล้ายกลับมีใครอีกคนวิ่งคู่อยู่กับผม ผมไม่รู้ว่ามันเป็นความบังเอิญหรือความตั้งใจของผู้ออกแบบ แต่ผมว่าแบบนี้มันเจ๋งมาก เหมือนมีใครกำลังวิ่งเป็นเพื่อนผมอยู่เลย

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

หุ่นยนต์ vs มนุษย์ต่างดาว (เรื่องสั้นmasterpieceในใจ แบบไม่ตั้งใจ)


* เรื่องนี้ตอนที่แต่ออกมาไม่ได้หวังอะไรมาก แต่พอย้อนกลับไปอ่านดู เฮ้ย! แต่งออกมาได้ไงวะเนี่ย ถ้าใช้สมองคิดคงไม่ออกมาแบบนี้ ต้องใช้ส้นตีนคิดเท่านั้น เป็นเรื่องสั้นที่ผิวเผินดูเกรียนๆ แต่จริงๆแล้วก็แอบแฝงอะไรที่หนักสมองลงไปเหมือนกัน อยากมาแบ่งปันกันอ่านครับ*


“คุณมาจากดาวไหน”นักวิทยาศาสตร์อาวุโสถาม ขาวโพลนทั้งชุดและศีรษะ

“ดาวเคาะ”สิ่งมีชีวิตประหลาดตอบ รูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ผิวหนังสีเขียวโปร่งแสงดูเลือนราง เส้นขนหนาๆคล้ายหนวดบนศีรษะพันกันยุ่งเหยิง หางตาแหลม ดวงตากลมโตสีดำฉายแววเลื่อนลอย

“ดาวเคราะห์”นักวิทยาศาสตร์ขมวดคิ้ว พูดแก้ให้

“ดาวเคาะ”สิ่งมีชีวิตประหลาดยืนยันในคำตอบ

“อ๋อ...มาจากดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าดาวเคาะ”นักวิทยาศาสตร์คลายปมขมวดที่คิ้ว

“ดาวของพวกเราบางวันก็เป็นดาวฤกษ์ บางวันก็เป็นดาวเคราะห์ เราจึงเรียกดาวของเราว่าเป็นดาวเคิกที่ชื่อว่าดาวเคาะ”

“ดาวเคิก”นักวิทยาศาสตร์ขมวดคิ้วอีกครั้ง “คำๆนี้ไม่เคยมีบัญญัติในพจนานุกรมดาราศาสตร์เล่มไหนเลยนะ”

“ชาวดาวเคาะไม่มีพจนานุกรม” มนุษย์ต่างดาวตอบ “พวกเราเปิดกว้างให้ทุกคนสามารถนิยามคำใหม่มาใช้ร่วมกันได้”


“เอาล่ะครับท่านผู้ชม ที่ท่านกำลังรับชมอยู่นี้คือสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกของแท้ บัดนี้ทฤษฎีเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่เป็นที่ถกเถียงตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนก็ได้รับการไขข้อเท็จจริงแล้ว ยังก่อนครับท่านผู้ชม แค่นี้ยังไม่น่าตื่นตะลึงเท่ากับได้รู้ว่า พวกเขาอาศัยอยู่ในโลกของเรามากว่าหลายร้อยปีแล้ว”

ผมนั่งเอนพิงพนักโซฟาปรับระดับ สายตาจ้องมองภาพโฮโลแกรมสามมิติที่กำลังฉายรายการหยุดโลกอยู่ บนห้องพักชั้นที่ห้าสิบเอ็ดสูงเลยระดับผืนเมฆและหมอกควันไม่มีอะไรให้ทำมากนัก ผนังของตึกทำจากกระจกใสให้แสงส่องเข้ามาได้เต็มที่ แต่กรองรังสียูวีที่เป็นอันตรายได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทิวทัศน์ภายนอกนอกจากดวงอาทิตย์ยามคล้อยต่ำและผืนเมฆก็ไม่มีอะไรให้ชม ครั้งหนึ่งผมเคยคิดจะวิ่งชนกระจกให้แตกเพื่อออกไปรับอากาศบริสุทธิ์ข้างนอก แต่ฉับพลันที่ร่างผมสัมผัสแผ่นกระจกมันก็โค้งงอไปตามแรงปะทะแล้วดีดสะท้อนให้ผมกระเด็นกลิ้งกลับมา ซันนี่หุ่นยนต์พ่อบ้านจอมจุ้นก็รายงานพฤติกรรมผมไปยัง ศูนย์ควบคุมดูแลผู้วิกลจริต ผลก็คือผมต้องเขารับการบำบัดที่นั่น และผมก็ให้สัญญากับตัวเองว่าจะไม่เข้าไปในนรกซังกะตายนั่นอีกเป็นครั้งที่สอง เดิมทีองค์กรควบคุมดูแลผู้วิกลจริตทำงานร่วมกันกับองค์กรกำหนดวิถีวัฒนธรรมของผม เพราะขอบเขตอำนาจในการทำงานใกล้เคียงกันจึงทำให้มักจะเกิดการก้าวก่ายทางหน้าที่การงาน ที่ผมต้องตกอยู่ในสภาพนักโทษผู้ดีเช่นนี้ก็เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้น ครั้งที่องค์กรของผมค้นพบภาพวาด โมนาลิซ่าสมาย ซึ่งกลุ่มอนุรักษ์นิยมผิดกฎหมายกลุ่มหนึ่งซุกซ้อนไว้นานกว่าสองร้อยปี ผมเสนอให้รัฐบาลเก็บรักษาภาพวาดชิ้นนั้นเอาไว้ แต่องค์กรควบคุมดูแลผู้วิกลจริตกลับเสนอให้ทำลายทิ้ง โดยให้เหตุผลว่าภาพวาดชิ้นนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรงของกลุ่มอนุรักษ์นิยมผิดกฎหมาย อันเป็นการถ่วงความเจริญของชาติ หลังจากนำประเด็นนี้ไปต่อสู้ในชั้นศาล ผมแทบคลั่งเมื่อศาลตัดสินให้ทำลายทิ้ง ผมอับจนด้วยเหตุผลจึงหาทางระบายออกด้วยการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกไป ศาลจึงตัดสินให้ผมถูกควบคุมความประพฤติโดยองค์กรควบคุมดูแลผู้วิกลจริตอย่างใกล้ชิด พวกมันเองก็คงระรี้ระริกเมื่อหัวหน้าองค์กรกำหนดวิถีวัฒนธรรมอย่างผมตกอยู่ในกำมือของมัน ซันนี่หุ่นยนต์พ่อบ้านซึ่งแต่เดิมผมสามารถใช้งานหรือสั่งให้มันทำอะไรพิเรนทร์ๆแก่เบื่อ บัดนี้ขึ้นตรงต่อองค์กรควบคุมดูแลผู้วิกลจริตไปเสียแล้ว เพียงแค่ขัดใจมันหรือทำพฤติกรรมอันใดที่คนปรกติไม่นิยมทำ ซันนี่ก็จะรายงานเจ้านายใหม่ของมัน

ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด ผมดีดนิ้วเรียกรถเข็นของว่างให้เคลื่อนที่มาหยุดข้างๆ ผมเอามือล้วงซีเรียลจากในกล่องยัดใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ

“กรุณาอ้าปากแล้วกดปุ่มป้อนอัตโนมัติ”เจ้าตัวการ์ตูนหมีขั้วโลกบนกล่องร้องและวิ่งพล่านไปทั่วกล่อง

ผมเอานิ้วดีดมันสองสามทีก็ยังไม่ยอมหยุด ผมจึงคว้ากล่องเขวี้ยงลงไปที่พื้น เจ้าซันนี่ที่กำลังง่วนกับการทำความสะอาดก็หันมามอง มันคงกำลังประเมินเปอร์เซ็นต์ความผิดปรกติของพฤติกรรมของผมอยู่แน่ๆ ผมรีบทำท่าเป็นสนอกสนใจที่ภาพโฮโลแกรม

“พวกเราแฝงตัวอยู่กับชาวโลกมาหลายร้อยปี”ตัวแทนมนุษย์ต่างดาวพูด “แต่นับวันที่อยู่ของเราก็ยิ่งลดน้อยลง เราคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องแสดงตนออกมาแสดงเจตนาของพวกเราให้ชาวโลกได้รับรู้”

“พวกคุณต้องการอะไร”นักวิทยาศาสตร์ถาม

“พวกเราต้องการแค่ที่อยู่ในโลกใบนี้”

“แค่นี้หรือครับ”นักวิทยาศาสตร์ย้ำถาม

“คำว่าที่อยู่ ไม่ได้หมายความว่าแค่สถานที่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการที่ชาวโลกยอมรับการมีตัวตนของพวกเราด้วย”

จากนั้นทางรายการก็ตัดภาพไปยังภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ต่างดาวในซากปรักหักพังแร้นแค้น มนุษย์ต่างดาววัยฉกรรจ์กำลังใช้ก้อนหินคมๆผ่าฟืน มนุษย์ต่างดาวเพศแม่สองตนยืนคุยกันในขณะที่ต่างตนต่างให้นมลูก มนุษย์ต่างดาววัยเด็กผ่อมกะหร่องกลุ่มหนึ่งกำลังสร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังด้วยคมหินและฝุ่นดินสีต่างๆ ผนังส่วนใหญ่ไม่มีที่ว่างเว้นจากงานจิตรกรรมฝาผนัง

“วิถีชีวิตของพวกเขาช่างคล้ายคลึงกับนักอนุรักษ์นิยมผิดกฎหมาย”พิธีกรออกความเห็น

จากนั้นภาพก็ตัดไปยังมนุษย์ต่างดาววัยรุ่นสองตนกำลังแกะสลักอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของซากปรักหักพัง สูงจากพื้นราวๆแปดเมตร ทันใดนั้นมนุษย์ต่างดาวตนหนึ่งกลับเหยียบพลาดล้มไถลลื่นลงมา โชคดีที่ได้เพื่อนของเขาจับไว้ทัน แต่โชคไม่ดีซ้ำซ้อนที่เพื่อนของเขาผอมแห้งแรงน้อยจึงถูกฉุดลงมาด้วย ร่างทั้งคู่กระแทกกับพื้น มีเสียงเอะอะโวยวายเป็นภาษาต่างดาว มนุษย์ต่างดาวทุกตนในบริเวณนั้นหยุดกิจกรรมทุกอย่างแล้ววิ่งกรูกันเข้ามาดู

“ท่านผู้ชมครับ ช่างกล้องของเราบังเอิญบันทึกภาพวินาทีระทึกเอาไว้ได้”น้ำเสียงของพิธีกรรัวเร็ว แฝงด้วยอาการหอบ

ภาพตัดมาที่พิธีศพของมนุษย์ต่างดาว ทุกตนมาร่วมพิธีศพโดยการกระโดดเหยงๆไปมารอบๆหลุมศพ การกระโดดแต่ละครั้งนั้นขณะลอยตัวร่างจะเคว้งคว้างและปวกเปียกราวกับมึนเมาไร้สติ จากนั้นภาพก็ตัดไปที่นักวิทยาศาสตร์ซึ่งรับหน้าที่บรรยาย

“จากการศึกษาพบว่า พฤติกรรมเช่นนี้เป็นเทคนิคการหลอกตัวเองอย่างหนึ่ง เนื่องจากในสมัยก่อนเมื่อมีพิธีศพ มนุษย์ต่างดาวทุกตนจะมอมตัวเองด้วยสิ่งมึนเมาอย่างหนัก เพราะเชื่อว่าจิตใจขณะมึนเมาจะสามารถสื่อสารกับพระเจ้าและวิญญาณของผู้ตายได้ แต่ปัจจุบันมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้อยู่ในสภาวะแร้นแค้น จึงใช้วิธีการหลอกตัวเองให้มึนเมาแทนการใช้ของมึนเมา ความสามารถเช่นนี้สามารถพบได้ในพวกศิลปินอนุรักษ์นิยมผิดกฎหมาย

..ไม่ใช่สิ มันเป็นความสามารถที่บรรพบุรุษของเราเมื่อหลายร้อยปีก่อนทำได้ แต่ปัจจุบันแทบไม่พบคนที่มีความสามารถเช่นนี้”

จากนั้นเสียงบรรยายของนักพากย์ก็แทรกขึ้นมา

“การที่เราจะปักปันพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับมนุษย์ต่างดาวนั้น อาจจะเกิดผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติก็เป็นได้ ดังนั้นเราจะไปฟังความเห็นของนักวิชาการกันนะครับ”

ภาพในโฮโลแกรมตัดมาที่ห้องส่ง เก้าอี้นวมดูเหมือนจะลอยอยู่กลางอากาศนั่งไว้ด้วยชายวัยกลางคน สวมสูทสีดำ เน็กไทด์สีแดง ผมรองทรงมันปลาบหวีเรียบแปล้ ใบหน้าแบนกว้างรูขุมขนใหญ่ เก้าอี้อีกตัวหนึ่งนั่งไว้ด้วยพิธีกรชายลอยมาหยุดอยู่ข้างๆ ฉากในห้องส่งเป็นจักรวาลจำลองสีน้ำเงิน ดาวพฤหัสขนาดเท่ากำมือโคจรผ่านหน้าพิธีกรไป

“คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการปักปันเขตแดนให้มนุษย์ต่างดาวครับ”

“อืม...ในความคิดของผม”นักวิชาการณ์ยกขาขึ้นไขว่ห้าง “เรื่องที่อยู่ของมนุษย์ไม่ใช่ปัญหาเพราะปัจจุบัน การคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพถึงเก้าสิบแปดจุดเจ็ดก้าวเปอร์เซ็นต์ ส่วนสิ่งก่อสร้างก็สามารถต่อเตริมให้สูงขึ้นไปได้เสมอ เรื่องความมั่นคงกระทรวงกลาโหมก็มั่นใจในแสนยานุภาพของตน”

“คุณคิดว่าไม่มีปัญหาอะไรเลยหรือครับ”พิธีกรซัก

“มีครับ มีตรงที่ว่าวิถีชีวิตของมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้ค่อนข้างล่อแหลม อาจจะมีอิทธิพลต่อการนำไปเป็นแบบอย่างของมนุษย์บางกลุ่ม”

“แล้วพฤติกรรมของมนุษย์ต่างดาวกลุ่มนี้มันล่อแหลมอย่างไรครับ”

“วิถีชีวิตของพวกเขามีพื้นฐานอยู่บนความเพ้อฝัน จากสองร้อยปีที่ผ่านมากระทรวงวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาทดลองเกี่ยวกับสมองมนุษย์ จนสามารถคิดค้นวัคซีนระงับความเพ้อฝันออกมาได้ กฏหมายกำหนดไว้ว่าประชาชนทุกคนที่เกิดในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมาจะต้องได้รับวัคซีนในช่วงอายุหนึ่งถึงสองขวบ เมื่อประชากรมีความเพ้อฝันลดลง ผลที่ตามมาก็คือ ประสิทธิภาพในการทำงานและการคุมกำเนิดสูงที่สุดในประวัติกาล”

“แล้วทำไมปัญหานักอนุรักษ์นิยมผิดกฎหมายยังไม่หมดไปล่ะครับ”พิธีกรถาม พลางโน้มตัวมาข้างหน้า

“ปัญหานี้ยังหาข้อสรุปของสาเหตุไม่ได้ครับ”นักวิชาการณ์ตอบ ท่าทีอึดอัด


“ท่านผู้ชมครับ ฟังความคิดเห็นของนักวิชาการไปแล้ว คราวนี้มาฟังสัมภาษณ์จากท่านนายกรัฐมนตรีกันบ้างดีกว่าครับ”

ภาพตัดไปที่ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังเดินออกมาจากสำนักงาน ถูกขวางหน้าด้วยหุ่นยนต์ไมโครโฟนพร้อมบันทึก รอบตัวรายล้อมด้วยสื่อมวลชน ข้างกายมีบอดี้การ์ดเป็นคนสองคนและหุ่นยนต์สองตัว ท่านเป็นชายร่างท้วม ศีรษะใหญ่ จมูกใหญ่ ปากหนา ตาตี่เล็ก สวมแว่นตาวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งจะมีตัวหนังสือและรูปภาพปรากฎเป็นระยะๆ

“ไม่ต้องถามผมผมก็รู้ว่าพวกคุณต้องการถามอะไร ผมว่าเราควรให้โอกาสชาวดาวเคาะ แต่พวกเขาเองก็ต้องแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ว่าพวกเขามีสมรรถภาพพอที่จะอยู่ในสังคม และเมื่อไม่นานมานี้กระทรวงกลาโหมได้ร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์พัฒนาหุ่นยนต์รุ่นอาร์ที820 จุดประสงค์คือเพื่อทดแทนกำลังตำรวจและทหารบางส่วน เนื่องจากทางเราต้องการแสดงสมรรถนะของอาร์ที820ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกเช่นกัน ดังนั้นผมจึงขอประกาศให้มีการชกระหว่าง หุ่นยนต์อาร์ที820 กับ ตัวแทนชาวดาวเคาะในอีกสามเดือนหลังจากนี้ โดยมีที่อยู่และการยอมรับการมีตัวตนของชาวดาวเคาะเป็นเดิมพัน”

ภาพตัดกลับมาที่ชุมชนชาวดาวเคาะในซากปรักหักพังอีกครั้ง

“เมื่อมนุษย์ต่างดาวทราบข่าว พวกเขาก็สามารถเฟ้นหาตัวแทนนักชกได้ภายในวันนั้น”นักพากย์บรรยาย

ตัวแทนนักชกต่างดาวมีรูปร่างสมส่วนและเลือนรางน้อยที่สุดในหมู่มนุษย์ต่างดาวทุกตน แต่ก็ยังดูผอมเกร็งเกินไปในสายตาของผม รายการเผยให้เห็นการฝึกซ้อมอย่างคร่าวๆ ไม่ว่าจะเป็น ยกก้อนหินต่างตุ้มน้ำหนัก ชกล่อเป้าโดยมีแมลงวันเป็นเป้า กระโดดแกว่งแขนยิกๆคิดว่ามีเชือกอยู่ในมือ ชกกับคู่ชกที่สร้างจากจินตนาการ เป็นต้น

“เรามาดูการฝึกซ้อมทางด้านอาร์ที820กันบ้างนะครับ”

อาร์ที820เก็บตัวอยู่ในห้องแล็บสีขาวแสงนวลตา นักวิทยาศาสตร์คอยสังเกตและบันทึกอยู่ห่างๆ การฝึกซ้อมของแอนดรอยด์สีขาวมีหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น เข้าเครื่องบิดตัวเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้าง กระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าเพื่อเพิ่มความทนทาน บันทึกรูปแบบการชกของนักชกชื่อดังในอดีตลงในสมองกล ซ้อมชกกับคู่ชกที่เป็นหุ่นยนต์โดยไม่ต้องพึ่งคำสั่ง

“ใช้คนเป็นคู่ชกไม่ได้เพราะจะขัดกับกฎสามข้อของหุ่นยนต์” นักวิทยาศาสตร์อธิบายเพิ่มเติม “ ส่วนการชกกับนักชกต่างดาวนั้นไม่เป็นปัญหา เพราะในสายตาหุ่นยนต์ไม่ได้มองมนุษย์ต่างดาวว่าเป็นมนุษย์”

จากนั้นภาพก็ตัดมาที่ใบหน้าของพิธีกร

“ทั้งหมดที่ชมไปนี้เป็นแค่ไฮไลท์ครับ ก่อนที่จะไปชมการถ่ายทอดสดมวยคู่หยุดโลก มาฟังนักชกแต่ละคนพูดสักหน่อยดีกว่าครับ”

“เราจะสู้เพื่อการมีตัวตนของพวกเรา”นักชกต่างดาวพูดพร้อมกับกำหมัดชูขึ้น

“เจ้านายสั่งให้ผมมาชนะ”นักชกหุ่นยนต์พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ภาพตัดมาที่ฮอลล์สเตเดี้ยม ผู้ชมนั่งเต็มทุกที่นั่ง นักชกต่างดาวกำลังร้องพร้อมเต้นตามเพลงประจำดาวเคาะ พอเพลงจบ อาร์ที820ก็ยืนตรง เพลงชาติดังขึ้น ทุกคนในฮอลล์ยืนตรงเช่นกัน พอเพลงจบผู้ชมก็พากันนั่งลง นักชกต่างดาวกับอาร์ที820มายืนประจันหน้า หุ่นยนต์อาร์ที41ตัวสีทอง ตากลมโตดูเด๋อด๋ารับหน้าที่เป็นกรรมการ อธิบายกติกาอย่างคร่าวๆ เสียงระฆังยกแรกดังแก๊ง! นักชกต่างดาวกับอาร์ที820ตีนวมกันทีหนึ่งก่อนจะผละจากกันมาเต้นหาจังหวะ

นักชกต่างดาวเต้นไปรอบๆเวทีในขณะที่อาร์ที820เต้นอยู่กับที่ สิบห้าวินาทีผ่านไป นักชกต่างดาวตัดสินใจสืบเท้าเข้าไปแย็บหมัดใส่การ์ดของอาร์ที820

“ใจเย็นๆ เดี๋ยวมันก็สวนกลับหรอก”ผมเชียร์

เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด อาร์ที820สวิงหมัดฮุคขวาออกมาอย่างรวดเร็ว โชคดีที่นักชกต่างดาวฉากหลบไปข้างหลังได้ทัน ยกขาขวาขึ้นถีบยอดอกสกัดไม่ให้นักชกหุ่นยนต์เข้ามาซ้ำเติม ผมถึงกับเผลอหัวเราะก๊ากออกมา กรรมการเข้ามาแยก เตือนและตัดคะแนนนักชกต่างดาว ผู้ชมพากันส่งเสียงโห่อย่างไม่พอใจ ดูเหมือนเสียงโห่จะมีผลทำให้สีหน้าของมนุษย์ต่างดาวแย่ สีตัวก็เริ่มเลือนรางลง

สองนาทีผ่านไปนักชกต่างดาวพยายามเต้นอยู่วงนอกและเข้าตอดเล็กตอดน้อยเก็บคะแนนเป็นระยะ หมัดตัดลำตัวของนักชกต่างดาวเก็บคะแนนไปได้ไม่น้อย แต่อาร์ที820ก็เปิดช่องให้ชกโดยไม่สะดุ้งสะเทือน พอห้าวินาก่อนจะหมดยกแรก นักชกต่างดาวโถมสุดตัวปล่อยหมัดเข้าที่ท้อง อาร์ที820ไม่ป้องกันแต่สวิงหมัดสวนกลับเข้าที่ปลายคางจังๆ ล้มลงไปนอนตัวสั่นริกๆ พยายามลุกขึ้นมาอย่างยากเย็น โชคดีที่หมดยกลงเสียก่อน ผู้ชมพากันส่งเสียงครางอย่างเสียดาย พี่เลี้ยงรีบเข้ามาลากนักชกกลับไปที่มุม สีตัวของนักชกต่างดาวเลือนรางและกระพริบ ดวงตาฉายแววขยาดระคนท้อแท้

“มันยุติธรรมตรงไหน!” ผมร้องพลางยื่นสองมือไปหาภาพโฮโลแกรม “เอาสิ่งมีชีวิต มีความรู้สึก ไปแลกกับหุ่นกระป๋องไร้ความรู้สึก”

“ความไม่เหมาะสมของพฤติกรรมอยู่ที่ หกสิบสองเปอร์เซ็นต์”ซันนี่เตือน

ผมรีบหุบปากสนิท แต่ในใจยังระอุอยู่ พี่เลี้ยงนักชกต่างดาวตบบ่าพูดอะไรสองสามประโยค ฉับพลันทันใดผมสังเกตเห็นแววตาของนักชกแปรเปลี่ยนเป็นมุ่งมัน มันทำให้ผมนิ่งอึ้งสงสัยว่าอะไรกันหนอที่เป็นแรงผลักดันให้สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งเดินเข้าไปรับความเจ็บปวดในยกที่สองอย่างแน่วแน่ แต่ยกนี้อาร์ที820เอาจริงผิดกับยกที่แล้ว สไตล์การชกวงนอกของนักชกต่างดาวเริ่มสับสน ถึงจะระวังคางไว้ได้แต่ก็โดนตัดลำตัวลงไปนอนจุกถึงสี่หน พอลุกขึ้นมาขาก็เริ่มเต้นไม่ค่อยออก ผู้ชมตะโกนเชียร์อาร์ที820อย่างสะใจ สิบวินาทีก่อนหมดยก สองมือผมกุมกันแน่น หยดเหงื่อไหลผ่านปลายจมูก แปดวินาทีก่อนจะหมดยกหมัดฮุคขวาของอาร์ที820ทะลายการ์ดนักชกต่างดาว ห้าวินาทีก่อนจะหมดยก นักชกต่างดาวอาศัยจังหวะที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันวกแขนกลับมาตั้งการ์ดเสยหมัดอัปเปอร์คัตเข้าที่คางเต็มแรง ร่างของแอนดรอยด์สีขาวกระตุกและเซไปข้างหลัง คงเป็นเพราะสมองกลถูกกระทบกระเทือน สีตัวของนักชกต่างดาวเริ่มชัดขึ้น

“อย่างนี้สิลูกพ่อ!”ผมลุกขึ้นกระโดดบนโซฟา “ซ้ำมันเลย! ซ้ำเลย!”

“พฤติกรรมไม่เหมาะสมเกิน เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เข้าข่ายวิกลจริต!”เสียงซันนี่ร้องเตือนเหมือนนก

“อย่า!”ผมคิดจะห้ามซันนี่ แต่มันก็ส่งวิทยุแจ้งไปเสียแล้ว หลังจากระฆังหมดยกสองดังไม่กี่วินาที เสียงโครม!ของประตูห้องผมก็ดังตามมา ชายสามคนสวมชุดปลอดเชื้อสีขาววิ่งกรูเข้ามาหาผม หน้ากากหมวกแผ่นใสๆเผยให้เห็นใบหน้าข้างในของพวกเขา แผ่นหลังโป่งนูนออกเพราะเป็นที่เก็บถังออกซิเจน

“ผมมาควบคุมตัวคุณไปยังศูนย์บำบัดผู้วิกลจริต”หนึ่งในสามคนนั้นพูดขึ้น

“เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนซี่ ยังดูมวยคู่หยุดโลกไม่จบเลย มามะมาดูด้วยกันก่อน ถึงยังไงเดี๋ยวผมก็ต้องไปกับคุณอยู่แล้ว”ผมเชิญชวนพลางกดปุ่มขยายโซฟาเพิ่มเป็นสี่ที่นั่ง ทั้งสามคนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะมานั่งกับผม

ระฆังยกที่สามดังขึ้น อาร์ที820เดินเข้าใส่คู่ต่อสู้ คงกะจะน็อคให้ได้ภายในยกนี้ นักชกต่างดาวทิ้งสไตล์การชกวงนอกของตัวเองเดินเข้ามาแลกหมัดเช่นกัน หมัดของทั้งสองฝ่ายรัวใส่กันตุบตับจนผมแทบมองไม่ออก ผู้ชมในฮอลล์และเจ้าหน้าที่สามคนข้างๆผมส่งเสียง เอิ้ว! เมื่อหมัดของอาร์ที820สะกิดถูกปลายคางของนักชกต่างดาวจนเดินเป๋ไปอีกทิศ แต่กระนั้นแขนนักชกต่างดาวก็ยังเหวี่ยงหมัดไม่มีหยุด หมัดถูกปลายคางของอาร์ที41ที่เป็นกรรมการเข้า สมองกลสั่นสะเทือนจนเดินเป๋ไปมาทั่วเวที เมื่อนักชกต่างดาวเรียกสติกลับมาได้ก็เดินหน้าเข้าไปแลกหมัดกับนักชกหุ่นยนต์ต่อ นักชกต่างดาวเริ่มเป็นฝ่ายถูกถลุงอย่างหนัก แต่ก็ยังเหวี่ยงหมัดโต้ตอบตามสัญชาตญาณ ภาพเหล่านี้ทำเอาผมน้ำตาคลอเบ้า อาร์ที820ทิ้งฮุคสั้นๆเข้าที่ปลายคางฝ่ายตรงข้ามตามด้วยฮุคยาวๆอีกหมัดหนึ่ง จนนักชกต่างดาวลงไปนอนกองกับพื้น เนื้อตัวของเขาสั่นเทา พยายามยันกายลุกขึ้นมาอย่างช้าๆและยากเย็น

“พอเถอะ! นายทำดีที่สุดแล้ว!”ผมร้องออกมาอย่างพลุ่งพล่าน

กรรมการนับจนถึงเก้าจึงค่อยลุกขึ้นมาได้สำเร็จ สีตัวของนักชกต่างดาวเข้มขึ้น ตั้งการ์ดแล้วเดินเข้าไปแลกหมัดต่ออีกครั้ง คราวนี้ต่างฝ่ายต่างเหวี่ยงหมัดใส่กันอย่างไม่คิดชีวิต หมัดชนหมัดบ้าง หมัดชนหน้าบ้าง คละกันไป แต่ฝ่ายหนึ่งเป็นสิ่งมีชีวิต นอกจากสู้กับคู่ต่อสู้ภายนอกแล้วก็ยังต้องสู้กับคู่ต่อสู้ภายใน เรี่ยวแรงเริ่มโรยรา ความบอบช้ำสะสมเริ่มออกอาการ หมัดของนักชกต่างดาวช้าลง อาร์ที820ซัดหมัดฮุคเข้าเต็มคาง นักชกต่างดาวเข่าอ่อนเซหลัดๆแต่ก็ยืนหยัดไม่ยอมล้ม สีตัวเข้มขึ้นอีก หุ่นยนต์นักชกตามเข้าไปซ้ำอีกหมัด นักชกต่างดาวเซถลาไปด้านข้างจนหัวเข่าแตะพื้น แต่ยืนกลับขึ้นมาได้ด้วยสองขาที่สั่นพั่บๆ สีตัวเข้มขึ้นอีก อาร์ที820ตามเข้าไปซ้ำอีกหมัด แววตาของนักชกต่างดาวแปรเปลี่ยนเป็นเคว้งคว้าง ร่างส่ายโงนเงนราวกับไม่ได้สติ แต่หมัดขวายังเหวี่ยงออกไปเป็นวงกว้าง เท่ากับเปิดช่องว่างใหญ่มากสำหรับให้ฝ่ายตรงข้ามสวนกลับ แต่ทว่าสีตัวของนักชกตอนนี้กลับชัดที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น รอยเกล็ดบางๆเด่นชัด ความเลือนรางไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไป

“จบแล้วสินะ” ผมทอดถอนใจ

ทว่าทันใดนั้น แทนที่อาร์ที820จะซ้ำอีกหมัด มันกลับฉากหลบไปข้างหลัง ตัวของนักชกต่างดาวล้มลงไปตามทิศของการเหวี่ยงหมัด พอร่างสัมผัสกับพื้นก็นอนคว่ำหน้าแน่นิ่งไม่ไหวติง กรรมการสั่งยุติการชก ทุกคนที่เป็นชาวโลกในฮอลล์แห่งนั้นส่งเสียงเฮสนั่น สามคนข้างๆผมก็เช่นกัน ผมเองก็โห่ร้องออกมาด้วยความพลุ่งพล่านใจ

“ต่อสู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีมาก เจ้าต่างดาว!”ผมร้อง

“อาร์ที820 สมรรถนะดีเยี่ยมจริงๆ”หนึ่งในสามคนข้างๆผมพูด

“ต่อสู้อย่างหนักแต่แทบไม่สึกหรอ อาร์ที820ยอดเยี่ยมมาก”อีกคนหนึ่งพูดตอบอย่างตื่นเต้น

ผมอึ้งกิมกี่แล้วหันไปสนใจที่ภาพโฮโลแกรมต่อ เสียงเชียร์อาร์ที820 ของผู้ชมยังดังกระหึ่ม พี่เลี้ยงพยุงนักชกต่างดาวลงจากเวที ขณะที่พิธีกรขึ้นเวทีไปสัมภาษณ์

“สมรรถนะคุณดีเยี่ยมจริงๆ แต่ผมและผู้ชมทุกคนอยากรู้จะแย่แล้วว่า ทำไมตอนสุดท้าย คุณถึงไม่ชกหมัดออกไป”

อาร์ที820ถอดนวมอย่างรวดเร็ว รับไมโครโฟนไปถือแล้วตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า

“วินาทีนั้นสมองกลส่วนหนึ่งของผมประมวลผลออกมาว่าเขาเป็นมนุษย์ ผมตระหนักถึงกฎสามข้อของหุ่นยนต์ จึงไม่ชกหมัดสุดท้ายออกไป”

ผู้ชมทั้งฮอลล์เงียบกริบ ริมฝีปากและคิ้วของพิธีกรกระตุก ก่อนที่จะหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วพูดออกมา

“ขอเสียงปรบมือให้กับอาร์ที 820 อีกครั้งครับ”

เสียงปรบมือดังกระหึ่ม เสียงโห่ร้องอย่างยินดีดังสนั่น เจ้าหน้าที่ที่นั่งทางซ้ายมือของผมลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวกับผมว่า

“หมดเวลาแล้วครับ”

ทั้งสามคนค่อยๆควบคุมตัวผมพาเดินออกจากห้อง ผมเหลียวไปดูภาพโฮโลแกรมเป็นครั้งสุดท้าย ภาพตัดไปที่นักชกมนุษย์ต่างดาวและพี่เลี้ยงที่กำลังจะเดินออกจากฮอลล์

“และขอเสียงปรบมือให้กับ นักชกชาวดาวเคาะด้วยครับ”

จากเสียงปรบมือเกรียวกราวก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงเปาะแปะ เจ้าหน้าที่ที่เดินรั้งท้ายพูดออกมาว่า

“สุดท้ายชาวดาวเคาะก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิตไร้ที่อยู่”

“ใครบอก” ผมหันหลังกลับไปเถียงเขา “พวกเขาอยู่ในใจผมเรียบร้อยแล้ว และผมก็รู้ว่าคนอย่างพวกคุณไม่มีวันเข้าใจสิ่งที่ผมพูดหรอก”

แล้วผมก็ถูกนำตัวออกจากห้อง พร้อมๆกับนักชกต่างดาวที่ถูกพยุงออกจากฮอลล์ไป