แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ flash fiction แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ flash fiction แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มีสิทธิอะไร



ข้าพเจ้าซวย  ช่วงสงครามโลก  ตรงกับช่วงวัยหนุ่ม
ชีวิตนักเขียน   ไปได้ดี  อีกไกล  ถ้าวันนี้  ร่างไม่โดนกระสุนเจาะ หรือระเบิดไปเสียก่อน
โชคยังดี  นักเขียนเพื่อนซี้ เพื่อนร่วมคิด อยู่กองร้อยเดียวกัน    เคียงบ่าเคียงไหล่ในสนามเพลาะ
ลูกตะกั่วแหวกอากาศ  เจาะร่าง  ร่างแล้วร่างเล่า   ระเบิดดัง  อัดดินดำกระจาย  คละชิ้นส่วนชายชาติทหาร
เราสองคน  โผล่ท่อนบน  พานท้ายปืนอัดร่องไหล่   ยังไม่ได้ยิงซักนัด
เสียงปืน  เสียงระเบิด  เสียงคำรามแผดร้อง  ข้าพเจ้าตะเบ็งเสียงแข่ง  พูดกับเพื่อนซี้ข้างๆ
"ข้าชอบยิงปืน  ข้าไม่ชอบยิงคน"
"ข้าไม่ชอบยิงซักอย่าง  ข้าชอบคิดแล้วเขียน"
"ข้าคิดก่อนลั่นไก  เรามีสิทธิอะไรตัดสินอายุขัยคนพวกนั้น"
"คนพวกนั้นมีสิทธิอะไรมารุกรานมาตุภูมิเรา"
"สิทธิตั้งอยู่บนฐานของหน้าที่และการไม่ละเมิดสิทธิคนอื่น มันรุกรานมาตุภูมิเรา มันไม่มีสิทธิ"
"แล้วมันมีสิทธิตัดสินอายุขัยเราไหม"
"มันไม่มีสิทธิ  แต่มันทำได้"
"เราก็ไม่มีสิทธิ แต่เราก็ทำได้"
"หมายถึงทำอะไร"
"จะยิงกะบาลพวกมัน   นอนหลบในสนามเพลาะ  หรือหันหลังวิ่งหนี"
"ใครหันหลังวิ่งหนี  หัวหน้ากองพันสั่งยิงทิ้ง"
"หัวหน้ากองพันมีสิทธิ?   ละเมิดสิทธิเราหรือไม่?  เอ็งอนุญาต?"
"ข้าชอบคิด  แต่ข้าชักจะปวดหัวแล้ว"
อนิจา  หัวตะกั่วเม็ดหนึ่ง  แหวกอากาศมาเจาะกบาลเพื่อนผมในทันที  คอพับ  ล้มลง  หายปวดหัวไปตลอดกาล
ข้าพเจ้าคำราม  ลั่นไก  ส่งกระสุน  เจาะกบาลข้าศึก
ข้าพเจ้ายังไม่อยากหายปวดหัว  เหมือนเพื่อน
ข้าพเจ้ายังอยากเก็บสมองไว้คิด   ตอนนี้จำต้องหยุดคิด  แล้วส่งกระสุนเจาะกบาลพวกมัน


หมายเหตุ: flash fiction เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมากจาก บทกวี"ฉันอยากเป็นนักแม่นปืน" ของ  ซะการีย์ยา  อมตยา  กวีซีไรต์

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แผ่เมตตา


กลับจากงานศพ  ตกดึก  เข้านอน  จิตโปร่งโล่งสบาย
คนที่ควรตาย ตาย  ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง  ฉันยินดีไปร่วมงานศพ  ไม่ได้ตื่นเต้นยินดี แต่ตายไปก็ดีเหมือนกัน
คู่แค้นตาย เหมือนขาดอะไรบางอย่างไป   ต้องปรับตัวกับความโล่งใจใหม่
ดับไฟ  ห่มผ้า ตาปิดสนิท   เคลิ้ม  ปริ่มๆภวังค์
ทันใดนั้น  ผ้าห่มที่ห่ม  ค่อยๆเลื่อนจากยอดอก  ชายผ้าไล้ผ่านปลายเท้า
ฉันรู้สึกตัว  ร่างไร้ผ้าห่ม  ลมเย็นโชย  แต่หนาวจากใจมากกว่า  ตัวสั่น
แว่วเสียงคร่ำครวญ สะอื้น  หวนไห้  ฉันหลับตาปี๋  ไม่อยากเห็นสิ่งที่คิดว่าจะเห็น
ความกลัวครอบงำ  เล่นตลก  คนเราเวลากลัว  มักเสียความสามารถในการคุมตัวเอง
ฉันเผลอ  ลืมตาโพลง
หล่อน!!!!
ฉันหวังว่า นี่จะเป็นแค่เรื่องหักมุม  ลืมตา แล้วเจออะไรตลกๆสักอย่าง
แต่   เป็นหล่อนจริงๆ   ฉันเพิ่งไปร่วมงานศพหล่อนมา
ถึงผีไม่ทำอะไร  เราก็กลัวผี  ไม่มีเหตุผล  ฉันกลัว  นิ่ง แข็ง  กรี๊ดไม่ออก
"ฮือๆ  ฉันตาย"
ฉันกลัว  แต่นึกถึงตอนก่อนหล่อนตาย  สิ่งที่หล่อนทำ  ฉันหมั่นไส้
"ยังจะมารังควาญอีก"
"ฉันยังไปเกิดไม่ได้ ฮือๆ"
"จะเอาอะไรกับฉันอีก"
"ขอส่วนบุญหน่อย"
"ฝันไปเถอะ"
"ถ้าไม่ให้  ฉันไม่ไป  จะหลอกเธอทุกคืน"
"ฉันจะไปจ้างหมอผี  จับแกยัดลงไห"
"คืนนี้เธอจะไม่ได้นอน  แบร่!!"
"กรี๊ดดดดดด"
"แค่ส่วนบุญนิดหน่อย  ฉันก็ไป  โง่ไปได้"
"ฉันไม่เต็มใจ"
"เอาส่วนบุญมา!!!"
"โอเคๆ  ได้แล้วไปนะ  คนจะนอน"
ฉันลุก  นั่งคุกเข่า ก้นทับเท้า  ท่าเทพธิดา   ทวนบทสวดมนต์สมัยอนุบาล  บทสัพเพสัตตาลางเลือนในความทรงจำ
หล่อนเลือนหายไป  คงไปเกิดใหม่  ขอให้ไปเกิดในรก อย่าได้เจอหน้ากันอีก   ฉันจะขึ้นสวรรค์
แต่ฉันแปลกใจ  คิดไม่ตก  นึกทบทวนดู
เมื่อครู่  ฉันท่องบทแผ่เมตตา  ไล่หล่อนให้ไปไกลๆ
บทแผ่เมตตาจริง   แต่ฉัน  แผ่อะไรออกไปหว่า

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

จุดจบที่แท้จริง


1. นักวิจารณ์สับกันมัน  สับกันเละ
หนังสือนวนิยายของนายกบินทร์  โศกนาฏกรรมวงการวรรณกรรมไทย   ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างเลวร้าย
นักอนุรักษ์ธรรมชาตินับพันชีวิต  ยืนไว้อาลัย  ชีวิตต้นไม้หลายล้านต้น   สละมาเพื่อพิมพ์ขยะวรรณกรรมเรื่องนี้
นักอ่าน  นักวิจารณ์  นักอนุรักษ์ธรรมชาติ  ดักปาขี้ปาไข่หน้าบ้าน  ผลัดเวรกันยี่สิบสี่ชั่วโมง
 กบินทร์ออกจากบ้านไม่ได้    ต้องจ้างเด็กอ่านหนังสือไม่ออกคนหนึ่ง   ไปซื้อข้าวมาส่งทางหลังบ้าน
ชื่อเสียงนักเขียนนั้นสำคัญ  ถูกตราหน้าว่าเละขนาดนี้   ไม่ต้องหมอเละฟันทวนก็ฟันธงได้   ชีวิตนักเขียนของกบินทร์ดับแล้ว  จบจริงๆ
แต่หารู้ไม่  ใจเขายังไม่จบ  ไฟยังไม่ดับ  บ้านมืดสนิท เงียบสงัด  แต่โป๊ะไฟเล็กๆเปิดอยู่ตลอด  ปิดวันละสี่ชั่วโมงตอนนอน
กบินทร์เป็นคนไม่ยอมใคร  เขาจะต้องกลับมาดัง  ทุกคนที่อ่านหนังสือออกจะต้องลืมว่าเคยด่าเขา  คลั่งไคล้เขาชนิดยอมให้นั่งตักเขียนหนังสือ
เวลาที่ต้องอยู่แต่ในบ้าน   ความเกลียดชังที่โลกภายนอกมีต่อเขา  ถูกเอามาใช้เป็นวัตถุดิบ  ผลิดตวรรณกรรมเอกชิ้นใหม่
แล้วจะได้เห็นกัน

2. ถล่มทลาย  เหยียบกันตายหน้าโรงพิมพ์
ในความเห็นนักวิจารณ์  นวนิยายของกบินทร์  หม่นหมอง หดหู่  อ่านแล้วเหมือนโลกพร้อมถล่มลงมาทับ  รสชาติแปลกใหม่
ยอดขายประเมินไม่ได้   มาแรงแซงนิยายชวนฝัน  รักหวานแหวว ทุกเรื่องในตลาด
มีข่าว  ปล้นโรงพิมพ์สามแห่งในสองวัน  นวนิยายของกบินทร์ถูกกวาดเกลี้ยง   นำไปขายโก่งราคาในตลาดมืด
นักอ่านคลั่งไคล้  ผลัดเวรกันมายืนกรี๊ดหน้าบ้านกบินทร์  ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง   ออกบ้านไม่ได้
เด็กอ่านหนังสือไม่ออก โตแล้ว  กลายเป็นคนขับเฮลิคอปเตอร์  พากบินทร์ไปคฤหาสน์  สร้างเสร็จใหม่ ห่างไกลคน
กบินทร์จรดปากกา  พยายามเขียนนวนิยานเรื่องใหม่
แต่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่  ไม่คาดคิด  ก่อตัวเป็นความกดดัน  กบินทร์ไม่กล้าเสี่ยงกับชื่อเสียงตน
แม้แต่ตัวจะเขียนอักษรตัวเดียว  ยังไม่กล้า
ชีวิตนักเขียนของกบินทร์  จบแล้วจริงๆ

วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เสียงค้านในความเงียบ



ใครมีความเห็นอื่นจะเสนอมั้ย"
ความเงียบเข้าปกครองห้องประชุม  ผมมี  แต่ไม่กล้ายก ถึงกล้าก็มีข้ออ้างให้ไม่ยก
ในห้องประชุมประกอบด้วย ประธาน  เลขา และผู้บริหารระดับกลาง  รวมผมแล้วเป็นยี่สิบชีวิต
ห้องประชุมของบริษัทในประเทศไทย  ประธาน เลขา ทุกคนในห้อง เป็นคนไทย
ถึงจะคนไทยเหมือนกัน  แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความเห็นทุกเรื่องตรงกัน
มองหน้าคนอื่นๆ  สีหน้าเรียบเฉย  ดูไม่ออกเลยว่าเห็นด้วยหรือไม่
ถ้าผมยก  ผมจะเป็นแกะดำหรือไม่  คนจะมองผมอย่างไร
จากสีหน้าท่านประธาน  เวลาโอกาสแสดงความคิดเห็นใกล้หมด
ส่วนลึกในใจสั่งให้ยกมือพูด  แต่ส่วนตื้นของสมอง  ไขสันหลัง ประสาทอัตโนมัติ  สั่งการให้แนบแขนชิดลำตัว
วินาทีกดดัน  ความคิดต่อสู้หักล้างกันในใจ ทันใดนั้น   รักแร้ผมแสบจี๊ด  เหมือนมดกัด
ความรู้สึกนี้.... มดส้ม   คงเป็นมดส้มบนต้นมะม่วงหน้าบ้าน  ร่วงใส่ก่อนออกจากบ้าน
ผมเผลอยกมือขึ้น  เหยียดตรงขึ้นฟ้า  ดูมั่นใจจนทุกคนในห้องเหลียวมอง
"คุณไม่เห็นด้วยกับผม?"
เลยตามเลยแล้ว "ครับ"
ท่านประธานพยักหน้าขรึม  ยังไม่ถามอะไรผม ถามคนอื่นๆก่อน
"มีใครไม่เห็นด้วยกับผมอีกไหม"
ทุกชีวิตในห้องชูมือสลอน  เลขาท่านประธานถึงกับชูสองมือสองเท้า กกน.สีชมพูแล่บ  สีหน้าเรียบเฉยของทุกคนถูกทะลายออก   แสดงออกถึงความครุกรุ่น ขบเขี้ยว  ใคร่ระบายความคิดเห็น
ผมมองทุกคน  ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวชวนให้ฮึกเหิม  พวกเราคนไทยร่วมสมัย  ผมเข้าใจความรู้สึกนี้
ถ้ามึงกล้าเปิด  กูก็กล้าตาม

พี่ชายที่แสนดี



พี่ชายของฉันดีที่สุดในโลก
ฉัน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ  พ่อเสีย แม่ป่วย  มีพี่ชายแข็งแกร่งปกป้อง
เด็กหนุ่มตัวเล็ก  ใจใหญ่   ตัวเป็นเด็ก  ความคิดความสามารถโตกว่าผู้ใหญ่
ไม่ได้เรียน ไม่บ่น   ขยัน ทำงาน  หาเงิน  ส่งฉันเรียน  เลี้ยงแม่
โลกภายนอก  โหดร้าย หนักหนา  แต่กับฉัน  พี่อ่อนโยน  เสมอต้นเสมอปลาย
กับฉัน  พี่ไม่เคยโกรธ  แต่กับคนที่รังแกฉัน  พี่ไม่ยอม  โกรธน่ากลัว แต่อุ่นใจแน่ว่าปกป้องฉันได้
พี่คือผู้กล้าในดวงใจ  ทำเพื่อฉันมามาก  ฉันอยากตอบแทน
วันหนึ่ง  เดินกลับบ้าน  ผ่านในวัด   ลูกแมวสีเทา  ยังเล็ก น่ารัก ซุกซน เสียงแจ้ว เข้ามาคลอเคลียแข้ง
ฉันนึกถึงพี่ชาย  มองซ้ายขวา  อุ้มลูกแมว  ใส่กระเป๋านักเรียน  เว้นช่องว่างซิบ เป็นรูอากาศหายใจ
หน้าบ้าน  พี่ถือไม้กวาดทางมะพร้าว  กำลังกวาดหน้าบ้าน
พี่ยิ้มต้อนรับ   ฉันยิ้มตอบ  ยื่นกระเป๋า
หวังให้พี่ประหลาดใจ   เปิดซิบ  โยนลูกแมวตัวน้อย  ละลิ่วจากกระเป๋า  เข้าหาอ้อมอกพี่ชาย
พี่ร้องลั่นบ้าน  หวดไม้กวาด  ตีลูกแมวกลางอากาศ  ร่วงลงพื้น  ดิ้น ครวญคราง
พี่กระทืบซ้ำ  ลูกแมวน่ารัก  ร่างแหลกเละ  มิวายกระทืบซ้ำอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า   ซากลูกแมวบี้แบนติดพื้น
ฉันเพิ่งรู้ในวันนี้   พี่ชายที่แสนดีของฉัน  เกลียดแมว

"จองจำ"


ผมเดินกลางห้าง  จะรีบไปทำธุระ สวนกับเพื่อนเก่าสมัยอนุบาล   ทักกันแวบเดียว  คุยยาว
"หน้าตาเปลี่ยนไปเยอะเลยนี่หว่า เฮ้ย! จำได้มั้ย  ตอนเด็กน่ะ เราซี้กันออก เล่นสนุกกัน ต่อยกันเองก็มี"
"จำได้ๆ"
"เมื่อก่อนยังดูดนิ้ว สูดขี้มูกฟืดๆกันอยู่เลย  มาเดี๋ยวนี้หัวล้านลงพุง มีลูกมีเมียกันแล้ว โอ้โห  เปลี่ยนไปเยอะจริงๆ แม่! สงสัยข้าต้องถูกชะตากับเอ็งเอามาก  เห็นแค่แวบเดียวก็จำเอ็งได้แล้ว  ลูกเมียเอ็งเป็นไงมั่ง"
"สบายดี เอ้อ พอดีว่า..."
"ลูกกี่คน  กี่ขวบกันแล้ว"
"เอ่อ  ลูกชายคนเดียว ห้าขวบ"
"อย่าบอกนะว่าเรียนอยู่ อนุบาลหมีใหญ่"
"ใช่ๆ โทษทีนะ พอดี..."
"ข้าว่าแล้ว แม่! ลูกข้าก็ห้าขวบ อยู่อนุบาลหมีใหญ่  เรานี่ถูกชะตากันเอามาก  หวังว่าคงไม่มีเมียคนเดียวกันนะฮ่าๆๆ  เออเว้ย! ดีใจจริง ได้เจอเพื่อนเก่าถูกชะตา"
"ข้าก็ดีใจ  แต่ข้ามีธุระด่วนต้อง...."
"อะไรว้า!  เจอหน้าเพื่อนเก่าทั้งทีจะหนีไปทำธุระซะแล้ว  รังเกียจข้ามากเลยเรอะ   หน้ามู่ทู่เชียว  ได้ดิบได้ดีแล้วหนีเพื่อนเลยนะ"
"เอ่อ ไม่ใช่อย่างนั้น คือ..."
"ฮ่าๆ  ข้าล้อเล่นหรอก  หน้าซีดเป็นตูดไก่ไปได้  ข้ารู้ ไม่ใช่เด็กกันแล้ว  เป็นผู้ใหญ่มันก็ต้องมีธุระปะปังเป็นธรรมดา  ข้าก็ไม่อยากรั้งเอ็งไว้นานหรอก"
"โอเค  โชคดีนะเว้ย  ไว้เจอกัน ต้องรีบไป..."
"เอ้อ เดี๋ยวๆ  ขอเบอร์ติดต่อไว้หน่อย พอดีตอนนี้ข้ากำลังทำโปรเจคเกี่ยวกับสุขภาพ  ได้เงินดีเลยนะเว้ย เลยอยากชวนเอ็ง..."
"โอเค  ลูกโซ่ขายตรงเอาไว้วันหลัง  ตอนนี้กูปวดขี้ โอเคนะ ไปล่ะ"
"ไม่ใช่ๆ  มันไม่ใช่ลูกโซ่หรือขายตรงอย่างที่เข้าใจ มันคือธุรกิจเครือข่ายที่...."
"เดี๋ยวเอาขี้ยัดปากซะหรอก  ไปละโว้ย  ไม่ไหวแล้ว!!"
ผมวิ่งหน้าตั้ง  เหมือนนักโทษวิ่งหนีผู้คุม ลุ้นระทึก  ขนลุกซู่  โชคดียังทัน  ระเบิดไม่ลงกลางห้าง   โล่งสบาย โล่งอก รู้สึกถึงอิสรภาพ เหมือนนักโทษเพิ่งออกจากคุก  คุกที่จองจำด้วยการสนทนา  ยังไงยังงั้น

วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เธอที่ฉันจะทิ้ง


เวลาพิสูจน์แล้ว  ผมควรจากมา   แล้วไปต่อ
ช่วงเวลาแรกรัก  ความวาบหวามครอบงำโลกทัศน์  มองเห็นอะไรไมชัด
วันเวลาผ่านไป  เห็นชัดขึ้นทีละน้อย  เห็นความต้องการตัวเอง   ได้ยินเสียงที่หัวใจเรียกร้อง
มันยังไม่อยากถูกผูกมัด   มันรักอิสระมากกว่ารักเธอ
เวลาช่วงแรกบ่มเพาะขึ้นเป็นความแน่ใจ  เวลาช่วงหลังบ่มเพาะขึ้นเป็นการตัดสินใจ
ตัดสินใจแล้ว  แต่ก็ยากจะตัดใจบอก  กลัวตัดสินใจผิด  กลัวเธอเสียใจ
โถงทางเดินในโรงพยาบาล   ยาว  แต่อยากให้ยาวกว่านี้
ถึงประตูห้อง   ห้องที่เธออยู่  เส้นทางในการเดินครุ่นคิดยุติลง   สองเท้าหยุดหน้าประตู
รอเธอหายดีค่อยบอก   ความต้องการของหัวใจ  ใจร้ายเกินไปถ้าจะบอกวันนี้
เธอประสบอุบัติเหตุ  ผมทราบ  รีบบึ่งรถมา  เป็นห่วงเพราะความผูกพัน  พันธะ  และรักที่เจือจางแทบลางเลือน
สิ่งที่ผมจะทำ  เธอที่ผมจะทิ้ง  ดูเหมือนผมจะผิด  แต่ถ้าฝืนหัวใจ  ปากหลอกว่ารัก  จนวันหนึ่งถึงจุดแตกหัก  คงจะผิดกว่านี้
สำหรับเธอ  การหาคนใหม่ ที่ใช่ ที่รักเธอ  ไม่ยาก  ผมควรถอนตัว  เธอจะได้เจอคนที่รักเธอ จริงๆ
ตัดสินใจ  ผลักประตูเปิด
ภาพที่เห็น....
ไม่เคยจินตนาการถึงภาพนี้มาก่อน   ใบหน้าแต่เดิมขาวเนียนละเอียด  บัดนี้เปลี่ยนเป็นผิวสีเนื้อระเรื่อขรุขระ เละ    จมูก  ริมฝีปาก  ใบหู  หายไปกับฤทธิ์ไฟคลอก
เดิมเธอสูงระหง  ยามนี้เหลือเพียงร่างท่อนบน  สละท่อนล่างรักษาชีวิตที่เหลือ
เป็นใครก็จำเธอไม่ได้  ถ้าไม่ได้เห็นแววตา   เธอมองผม  น้ำตารื้น   ผมมองเธอ  สบสายตา น้ำตาไหล
เวลานี้  ภาพตรงหน้ามีเหตุผลเพียงพอที่จะทิ้งเธอ   ทางที่ดีควรทิ้งเธอ
แต่ตอนนี้  เปลือกแห่งความใคร่  ความหลง  ความเสน่หาอันจืดจาง  ถูกฉีกกระชากออก
เนื้อแท้ลึกๆของหัวใจปรากฎ  ความรักที่มีพื้นฐานบนความห่วงใย
ไอ้บ้าที่ไหนจะทิ้งเธอก็ช่างหัวมัน  ผมคนนี้จะขอดูแลเธอด้วยชีวิต ตลอดไป

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เมตตาทำ



คุณครูสอนเด็กหญิงดวงใจเรื่องการทำความดี
ใครทำความดีเยอะๆ เป็นเด็กดี   เด็กดีได้เป็นนางฟ้า
เด็กหญิงดวงใจอยากเป็นนางฟ้า   คิดทำความดี
กลับบ้าน   ช่วยมดสี่ตัวขึ้นจากน้ำในแก้ว  ยิ้มแก้มปริ อิ่มใจกับการทำดี
เด็กหญิงดวงใจคิด  แค่นี้ยังไม่เยอะ  คิดทำดีอีก  แต่คิดไม่ออก
ตอนนั้น   นางฟ้าอาจดลบันดาล  ส่งยุงตัวหนึ่งมากัดแขน  ความคันสะกิด  เด็กหญิงมองดู
เด็กหญิงดวงใจนึก  คำครูสอน  การให้คือการทำความดี
ยุงดูดเลือดจนตัวป่อง   เด็กหญิงอิ่มเอิบใจ  ให้เลือดยุงกิน  ยุงอิ่มมีความสุข
เด็กหญิงดวงใจคิดได้    ออกนอกบ้านกลางดึก  ทำความดี  ยืนแบ่งเลือดให้ยุงกิน
เด็กหญิงทำความดีทุกคืน   ระหว่างนี้  เด็กหญิงได้เรียนรู้การเมตตา  แบ่งปัน
ยอมคันนิดหน่อย  ประทังชีวิตยุงหลายตัว  เด็กหญิงดวงใจภูมิใจที่ได้เป็นเด็กดี

สองเดือนผ่านไป

ไม่มีใครรู้   เด็กหญิงดวงใจได้เป็นนางฟ้าหรือไม่
เพราะไข้เลือดออกและสมองอักเสบ  พ่อแม่ของเด็กหญิงร้องไห้ฟูมฟายหน้าโลงศพ

ไร้ช่องโหว่


เกินหน้าเกินตาไปแล้วนะ
เพิ่งมาใหม่แท้ๆ   ยิ้มโปรยเสน่ห์  ทักทายคนในออฟฟิศไปทั่ว  ใครๆก็รัก เชอะ!
หน้าตาสวย ทำงานเก่ง   โถ แม่เพอร์เฟ็ค แม่โลกสวย  ชีวิตคนเรามันต้องมีข้อด้อยบ้างล่ะ
เรื่องดึงปมด้อยคนแบบเธอออกมา  ฉันถนัด  ฟิวส์ขาดหมดสวยไปนักต่อนักแล้ว
"แหม เธอหน้าอกเล็กจังนะจ๊ะ  รู้มั้ย  ผู้ชายเดี๋ยวนี้ให้ความสำคัญมาก   จอแบนอย่างเธอผัวจะทิ้งเอาง่ายๆ"
"ขอบคุณที่เตือนนะคะ  แต่หนูไม่รู้จะทำยังไงให้ใหญ่ขึ้น พี่มีวิธีแนะนำไหมคะ"
เหมือนโดนย้อน  หน้าอกฉันก็ไม่ได้ใหญ่  แต่ไม่กลัว  ภูมิต้านทานฉันดี  ไม่กลัวโดนด่ากลับ  เปราะบางอย่างเธอหรือจะสู้ฉัน
"โปรยยิ้มทั่วออฟฟิศแบบนี้  ได้เหยื่อใต้ชายกระโปรงมากี่่รายแล้วล่ะ  หายคันหรือยัง"
"เอ  ไม่ได้คิดนะคะ  ปรกติหนูก็ยิ้มให้ทุกคนอยู่แล้ว   แต่ถ้ามีคนมาชอบก็ดีใจค่ะ"
ความใสซื่อของเธอทำฉันดูเป็นอีโง่
"เธอซื่อบื้อรู้มั้ย  โดนหลอกด่าก็ไม่รู้เรื่อง"
"ขอบคุณที่สอนนะคะ  หนูไม่ทันคนเท่าไหร่ คงต้องให้พี่สอนอีกเยอะ"
ปรอทฉันจะแตก  ใสซื่อน่าตบจริง
"อีโง่!"
"ถ้าด่าหนูแล้วพี่ได้ปลดปล่อย  หนูยินดีค่ะ"
ทนไม่ได้แล้ว  แน่นอก  กรี๊ด!  เงื้อมือตบหน้ามัน  เพี้ยะ!!
นังโลกสวยหน้าหัน  สะใจจริงเชียว  มาตบกับฉันมา  ตบแย่งผู้ชายตั้งแต่ม.ปลายฉันไม่เคยแพ้
"ขอบคุณพี่นะคะ  หนูได้เรียนรู้กับความเจ็บปวด  เพื่อจะได้อดทน  เข้มแข็งขึ้น"
ฉันกรี๊ดแตก ฉันยอมแพ้  สะบัดหน้า  เดินจ้ำพรวดจากมา   สายตาหลายคนในออฟฟิศมองฉันอย่างรังเกียจ  ช่างมันปะไร
นังโลกสวยคนนี้  โลกสวยเกินไป
นางโลกสวยคนก่อนๆ  แทบไร้ที่ติ  แต่เกราะโลกสวยยังมีช่องโหว่ให้เล่นงาน
แต่นังคนนี้   กลับไม่มี
ไม่ใช่เกราะมันไม่มีช่องโหว่  แต่มันไม่มีเกราะ  มีแต่ความว่างเปล่า  เปลี่ยนสิ่งที่โจมตีมาให้เป็นอากาศ  อากาศสดชื่นของโลกสวย  สุดท้ายจึงไร้ช่องโหว่
และฉันก็เริ่มเอ็นดูเธอซะแล้วสิ

เรื่องยังไม่จบ



1. บ้านคฤหาสน์ของเศรษฐีพันล้าน  คุณหนู  ลูกชายคนเดียวของบ้าน
ลูกชายได้มาไม่ง่าย  วิธีวิทยาศาสตร์ไม่ได้ผล  บนบานศาลกล่าวจึงได้มาคนหนึ่ง   ประคบประหงมยิ่งกว่าไข่ในกางเกง
คุณหนู  อยากได้อะไรต้องได้   หาให้ดีกว่าที่อยากได้ด้วย  ไม่เคยถูกขัดใจ  ห้ามใครขัดใจ
คุณหนูถูกสปอยล์  ไม่มีทางเลือก

2.  เด็กสปอยล์  คบเพื่อนกิน   ไม่เรียนหนังสือ
สนุกสนาน  เพื่อนเยอะ  สาวตรึม  เมา  ซิ่งรถ  ชนคน  คนตาย  ขับรถหนี
คดีความ  สื่อประณาม  ร้องหาพ่อแม่  พ่อแม่วิ่งเต้น  ยัดเงิน  สื่อเงียบ ตำรวจเลิกตาม
สังคมยังประณาม  พ่อแม่ส่งไปเมืองนอก  รอกระแสซา  ค่อยกลับมา

3. เงินเยอะ  ไม่เห็นต้องเรียน ไม่เรียน เรียนไม่จบ
ติดยา  กลับมา  รับช่วงต่อกิจการ  ถึงเวลาพ่อแม่วางมือ พักผ่อน
เศรษฐีพันล้าน  บริหารไม่เป็น  พันล้านหมดไป  ไวเหมือนโกหก   ไม่เคยมีใครทำได้แบบนี้
ล้มละลาย   ไม่มีเงิน  ทำอะไรไม่เป็น  ผู้คนสมน้ำหน้า

หลายคนเล่าเรื่อง  มักจบเพียงเท่านี้   แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ  เพิ่งเริ่มต้น

1. ไม่เหลืออะไร  เอาแต่ใจ  ทำอะไรไม่เป็น   สภาพจิตใจย่ำแย่  แย่กว่าคนจนไม่มีกินหลายเท่า
 ลำบากสุดแสน ร้องไห้หาพ่อหาแม่  ท่านเสียไปแล้ว  พ่อแม่รังแกหนู
ไม่มีใครช่วย  ซวย  โทษคนนู้น  โทษสิ่งนี้
แต่สัญชาตญาณยังมี  แรงขับยังอยู่  ดิ้นรนเพื่อชีวิต   สู้วิกฤติทั้งน้ำตา

2. ที่ว่าลำบากเหลือแสน  สุดท้าย  ไม่เกินลำบากเหลือล้าน
ธรรมชาติคน  ปรับตัวได้  ยอมรับชะตา  สู้ความลำบาก  เกี่ยงงานจนเบื่อ  เลิกเกี่ยงงาน
ช่วงลำบาก พิสูจน์รักแท้  คนที่ใช่ พร้อมร่วมลำบาก เฝ้ารอวันนั้น วันร่วมเสพสุข
เปลี่ยนน้ำตาเป็นหยาดเหงื่อ  สู้ชีวิตชิบหายวายวอด

3. หลายบทเรียนพ้นผ่าน  สำเร็จการศึกษาชีวิต  ไม่กลัววิกฤติอีกต่อไป
ขอบคุณความลำบากเหลือแสน  มีวันนี้  มีครอบครัวอบอุ่น  มีธุรกิจหมื่นล้าน
คราวหน้าล้ม  ลุกใหม่  หมดไปหมื่นล้าน  หาใหม่แสนล้าน
ลูกชายคนเดียว ทำงานบ้านเป็นทุกอย่าง  เรียนดี ไม่มีเค้าเด็กสปอยล์เหมือนพ่อแม้แต่น้อย
สามพ่อแม่ลูก  บ้านหลังขนาดพออยู่  ธุรกิจหมื่นล้าน  ความอบอุ่นล้านล้านล้าน

เรื่องยังไม่จบ  แต่ขอจบเรื่องแต่เพียงเท่านี้ก็แล้วกัน

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ก่อนฝนหยุด



ฟ้าแล่บ  ฟ้าม่วง  ฝนกระหน่ำ
ใต้หลังคาป้ายรถเมล์  ชายหนุ่ม  แจ็คเกตดำ   คันร่มในมือซ้าย   บุหรี่คาปาก
ยืน  ทอดสายตา  มองถนน ปล่อยอารมณ์  ปากอ้าปล่อยควันเป็นวง
 วิญญาณบุหรี่สีขาว  เลือนหายไปในอากาศเย็น
ห่างไปสองเก้าอี้  หญิงสาว  นั่ง  เหม่อมองถนนผ่านเลนส์แว่น
วิญญาณบุหรี่  วงแล้ววงเล่า  ศพก้นกรอง  เกลื่อนเหนือฝาถังขยะ
ฝนพรำ  เสียงล้อรถโฉบน้ำขังแอ่งถนนเป็นบางครั้ง   เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาเป็นจังหวะ
ซองบุหรี่เหนือฝาถนังขยะ
ลมโชย  ชื้น   หนาว  เหงื่อเม็ดโป้งบนหน้าชายหนุ่ม
ฝนโปรย  ละอองหยาด  กระทบหลังคาแผ่วเบา  จวนหมดเวลาฝน
บุหรี่ออกจากปาก   ควันออกจากปอด  เดินออกจากร่ม   กางร่ม
ฟ้าร้อง  ใจเต้น  คำพูดจากปาก
"มาด้วยกันไหมครับ  เดี๋ยวผมไปส่ง"
ถนนว่างเปล่า  ไม่มีการเหม่อมองของหญิงสาวอีกต่อไป
"ฝนจะหยุดแล้ว ไม่เป็นไรหรอกค่ะ"
"มาเถอะครับ  ฝนหยุดซะก่อน เดี๋ยวผมอดไปส่งคุณ"
รอยยิ้มทำลายความห่าง
"ถ้าช้ากว่านี้  คุณคงชวนฉันไม่ได้แล้ว"
"มาเถอะครับ  ก่อนฝนจะหยุด"
"ค่ะ"

ค่า(น้ำ)นม



แม่ฉันสอนว่า  ชีวิตเรา  ชีวิตเดียว  จงเลือกสิ่งดีที่สุด
ฉันเชื่อฟังแม่  ฉันจึงทิ้งเธอ
โลกปัจจุบัน  วัตถุนิยม  สังคมปลูกฝัง  คุณค่าผู้หญิง ประเมินจากไซส์นม
ในสังคมวัตถุนิยม  เธอนมเล็ก  เธอยังไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับฉัน
ฉันซื่อสัตย์ต่อหัวใจ  ฟังเสียงเรียกร้องของสัญชาตญาณ  มันร้องหาผู้หญิงนมใหญ่กว่า
เธอไม่ผิด  ฉันไม่ผิด  เราแค่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง

แฟนใหม่ฉันนมใหญ่  ควงไปไหนมาไหน  ภูมิใจ  คนเหลียวมอง
แต่แล้ว  เธอ   ฉัน  เราเดินสวนกันอีกครั้ง
ฉันลืมแฟนใหม่  เหลียวมอง  เธอนมใหญ่กว่าเก่า  นมใหญ่กว่าแฟนใหม่  ยันฮีช่วยเธอไว้
ฉันนึกถึงคำสอนแม่  จงเลือกสิ่งที่ดีที่สุด
ฉันจึงกลับไปคบกับเธอ   คนที่ใช่  ไซส์นมของเธอ  ฉันเฝ้ารอมาแสนนาน

ฉันเลือกสิ่งที่ดีที่สุดของฉันแล้ว  แต่ลืมไป  เธอก็มีสิทธินั้น
ในสังคมวัตถุนิยม  กิจวัตรประจำวันคือการเปรียบเทียบ
ฉันขับฮอนด้าซิตี้   ส่วนเขาขับแลมโบกีนี่
ขนาดนมเธอ  ค่ารถเขา  คู่ควรกัน  เธอจึงทิ้งฉันไป
ความเสียใจของฉัน  ไม่เหมือนไซส์นม  ประเมินขนาดไม่ได้

ฉันคบแฟนใหม่  คนที่ใช่
ฉันมองข้ามเรื่องนม  ฉันเรียนรู้  บรรทัดฐานอื่นสำหรับตัดสินคุณค่าแฟน
ฉันภูมิใจกับแฟนคนใหม่
แฟนใหม่ฉัน  ขนาดนมเล็ก  อกราบเรียบ  ไม้กระดานชั้นดี
แต่ก็ไข่ใหญ่กว่าผู้ชายใดๆในโลกนี้


ปล. เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องแต่ง ไม่เกี่ยวข้องกับรสนิยมของผู้เขียนแต่อย่างใด

เล่น


1. พ่อมองลูกชายเล่น  จับตุ๊กตาหุ่นชนกัน  ปากส่งเสียงประกอบการต่อสู้
การต่อสู้ในหัวของเด็กน้อย  ดุเดือดไม่แพ้สมรภูมิจริง อาจดุเดือดกว่า
แต่ผู้ใหญ่มองดูแล้วน่าเอ็นดู   เอ็นดูจนน่าหัวเราะ
เด็กไม่ต้องมีสาระ  อะไรที่ไม่มีอะไร ยิ่งใหญ่ได้ในสายตาเด็ก
พ่อเคยเป็นเด็ก  แต่ตอนนี้  มองดูลูกชายอย่างไม่เข้าใจเด็ก

2. สภาวะสงบผ่านพ้น  สงครามมาเยือน
พ่อกอดแม่  แม่ร่ำไห้  พ่อร่ำลา
พ่อกอดลูก  ตาคลอน้ำตา  ลูกชายกอดตอบ  หุ่นสองตัวอยู่ในมือ  ได้แต่มองหน้า
พ่อบอกลูกชาย  เข้มแข็ง  ดูแลตัวเอง  ดูแลแม่  พ่อจะไปสงคราม
เด็กชายนึกถึงภาพตุ๊กตาหุ่นสู้กัน  ถามว่าพ่อขี่หุ่นยนต์สีอะไร
พ่อยิ้มทั้งน้ำตา  ไม่ตอบ  น้ำตาไหลผ่านแก้ม  รีบเช็ดมันก่อนลูกชายเห็น
เด็กน้อยยังไม่เข้าใจอะไร   อย่าเข้าใจเลย  อยู่ในโลกเด็กที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจต่อไปดีกว่า
เล่นต่อเถอะลูก

3. แม่เผลอ  ซุกหน้าร้องไห้กับหมอน  ลูกชายแอบวิ่งออกจากบ้าน  หุ่นสองตัวไม่ห่างมือ
ผ่านละแวกบ้าน  ซากปรักหักพัง   รกร้าง  ว่างเปล่า   ก้าวเข้าสู่เขตสมรภูมิ
มองดูแต่ไกล
เสียงระเบิดแข่งเสียงคำราม  แผดร้อง โหยหวน
แสงไฟวูบวาบพร่าพราย  แข่งกับสีแดงที่สาดกระจาย  เลือด  อาบแผ่นดิน
เด็กชายไม่เห็นหุ่นยนต์  เห็นแต่หุ่นคน  ตายอย่างทุเรศ  ทุรนทุราย  ไร้ค่ายิ่งกว่าหุ่นยนต์
เด็กชายมองดูหุ่นในมือ   หุ่นสองตัวยื่นจับมือกัน  เขย่ากระชับมิตร
เด็กชายเขย่าไม่หยุด  หุ่นสองตัวเขย่ามือกันไม่ยั้ง  น้ำตาไหลอาบแก้มเด็กชาย
หุ่นสองตัวจะไม่สู้กันอีกต่อไปแล้ว
พ่อครับ  เลิกเล่นแล้วกลับบ้านเถอะ

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แฟนอันธพาล



ว่ากันว่าอันธพาลมักมีแฟนสวย  เซ็กซี่  เป็นที่อิจฉาของชายทั้งหลาย
มันไม่ได้เป็นอันธพาลเพราะอยากมีแฟนสวย  มันเกิดมาเพื่อเป็นอันธพาล  ฉายแววตั้งแต่อายุสี่ขวบ
ตัวใหญ่  ไม่กลัวคน  หมาก็ไม่กลัว   ชกต่อยเป็นกิจวัตรเหมือนกินข้าววันละสามมื้อ หลายคนสงสัย  มีอะไรในโลกนี้ที่มันกลัวบ้าง
โตขึ้น  มันหากินกับโลกมุมมืด  มีแต่คนยำเกรง  เกรงเพราะกลัว   ตำรวจก็กลัว  กลัวไม่ได้เงินยัดจากมัน
แฟนมันสวย นิสัยดี  และรักมันหมดใจ
ไม่ต้องกลัวใครมายุ่ง  หนึ่ง แฟนมันไม่ยุ่งกับใคร  สอง ไม่มีใครกล้ายุ่งกับแฟนมัน
แต่ถึงกระนั้น  ทุกคืน  ต้องมีเสียงร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด  เช้ามาหน้าตาเธอเป็นต้องเขียวปูด  ลำตัวบอบช้ำ
มันเห็นแล้วปวดใจ  ทำอะไรไม่ได้  ไม่มีปัญญาปกป้องเธอ
มันมองสองมือหนาใหญ่ของตัวเอง  อยากร้องไห้
มันน้อยใจ   สวรรค์กำหนดสันดานมันมา  มันต้องเป็นอันธพาล  ไม่มีสิทธิขัดขืนสันดาน
มันเลือกเดินจากมา  ทิ้งเธอแบบไร้เยื่อใย  เธอร้องไห้ฟูมฟายแทบตาย  แต่มันไม่มีสิทธิใจอ่อน
เพราะมันรักเธอมาก
โลกนี้จะโหดร้ายแค่ไหน  มันปกป้องเธอจากคนอื่นได้
แต่มันไม่มีปัญญาปกป้องเธอจากตัวมันเอง


หมายเหตุ: ยืมรูปพี่นิกกี้ 9 นิ้ว มาประกอบเรื่องเฉยๆ เรื่องนี้ไม่ส่วนเกี่ยวใดๆกับพี่เขานะครับ

อิสระภาพที่ถูกขังในหน้าปัดนาฬิกา


พ่อสอนผมไว้  ดูนาฬิกาบ่อยๆ  เวลาเป็นสิ่งสำคัญ
นาทีสองนาทีมีค่า  แสดงถึงความมีวินัย  ให้เกียรติ มีสัจจะ  ใครผิดเวลาพ่อโกรธมาก
ผมซึมซับแค่คำสอนแรก  ดูนาฬิกาบ่อยๆ  ใครผิดเวลาผมไม่โกรธ  ไม่โกรธคนอื่น  ไม่โกรธตัวเอง
เวลาสำคัญ  และผมให้ความสำคัญ  รวมกันแล้วโคตรสำคัญ
เสื้อเชิ๊ต กางเกงแสล็ค รองเท้าหนัง  รวมราคากัน  ถูกกว่านาฬิกาบนข้อมือซ้าย
ในบรรดามนุษย์เงินเดือนออฟฟิศด้วยกัน  นาฬิกาข้อมือของผมอาจแพงที่สุด
แต่คืนนี้  งานมอบหมายล้นตัว  ต้องเสร็จพรุ่งนี้  ไม่งั้นเสร็จกัน
เวลายิ่งสำคัญ ยิ่งบีบคั้นหัวใจ  เข็มวินาทีเดิน "ติ๊กๆ"แผ่วเบา  ทุกติ๊กที่แผ่วเบาทำเอาหัวใจสะดุ้งเฮือก
เวลาไม่ปราณีใคร  แม้แต่มนุษย์เงินเดือนที่ทำงานไม่ทันคนหนึ่ง  เวลาก็ไม่ใจอ่อน
แต่คืนนี้!!  ไม่เหมือนคืนนี้ครั้งก่อนๆอีกหลายคืนนี้ที่ผ่านมา!
คนเราเป็นผู้คิดค้นเวลา  สร้างนาฬิกา  ไฉนพันปีต่อมา  เราตกเป็นทาสของมัน
ความอดทนของคนเรามีขีดจำกัด  โดยเฉพาะผม  ผมจะไม่เป็นทาสของสิ่งไม่มีตัวตนอีกต่อไป
เวลาใช้ชีวิตที่มีค่า  เอาไปกดดันตัวเองในแต่ละวินาที   มีแต่ความร้อนรุ่ม  คุ้มที่ไหน
ชีวิตผม  ความสุขของมวลมนุษยชาติ  ไม่ควรจะถูกจองจำในหน้าปัดเล็กๆ  เดินวนเวียนซ้ำซากจำเจวันละสองรอบแบบนี้
ผมลุกขึ้นยืน  ขว้างนาฬิกาออกไป  ด้วยแรงขบถที่โหยหาอิสระมาช้านาน
นายทาสที่กดขี่ผมมานาน  พุ่งเข้ากระแทกผนัง  หน้าปัดหลุด  เข็มสั้นยาวกระจายไปคนละทิศทาง
นี่แหละรสชาติของการปฏิวัติ   การปฏิวัติแห่งยุคโลกภิวัฒน์  ปลดแอกตนจากนายทาสที่ไร้ตัวตน
คืนที่ยิ่งใหญ่  ชายผู้ได้รับอิสรภาพ  ไม่ต้องเกรงกลัววันพรุ่งนี้อีกต่อไป  สะใจทุกวินาทีแห่งชีวิต
กี่ปีแล้ว  ตั้งแต่เริ่มทำงาน   ไม่เคยได้หลับสบายเต็มตื่นแบบนี้มาก่อน
...........
เช้าวันใหม่
ชิบหาย  มาสาย  งานไม่เสร็จ  เจ้านายเหม็นขี้หน้าด่ายับ  ลดขั้น  ตัดเงินเดือน  เพื่อนหัวเราะเยาะ
แต่ที่อยากจะร้องไห้จริงๆ  นาฬิกาแพงหูฉี่  พังอย่างไร้ทางซ่อม ไร้เหตุผล
เมื่อคืนทำไปได้ไงวะ  โง่ชิบ

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ยักษ์เล็ก ปะทะ มดใหญ่



1. ผมไม่ชอบคนขายไอเดียคนนี้
ในการนำเสนอ สีหน้า น้ำเสียง ท่าทาง ทุกอย่างพยายามแสดงว่า เขามีอำนาจเหนือคู่สนทนา
ผมจบจิตวิทยา ประสบการณ์ประธานบริษัทนับสิบปี มีหรือจะดูคนไม่ออก
เขาทำถูกตามหลักจิตวิทยา ถูกต้องเกินไป พยายามเกินงาม
คล่องแคล่ว ชัดเจน ฉะฉาน มั่นใจ เกินหน้าเกินตาผม
ผมจะไม่ยอมให้ใครมามีอำนาจทางบุคลิกเหนือกว่า

2. สายตาท่านประธานดูไม่พอใจ คงเพราะบุคลิกผม
แต่ไอเดียผมสุดยอด  หวังว่่าท่าประธานจะมองข้ามบุคลิก และเห็นจุดเดียวกัน
ผมไม่ได้มาขายบุคลิก ผมขายไอเดีย

3. ผมขัดจังหวะเขา มองด้วยท่าทีเฉยชา  บั่นทอนความมั่นใจ
เขาไม่หวั่นไหว มีจุดยืน ยึดอย่างมั่นคง
ตาดู หูฟัง ใจเปิดมองหาจุดยืน
แล้วผมก็เจอ  ความเชื่อมั่นในไอเดีย แหล่งพลังงานความมั่นใจของเขา
โจมตีด้วยบุคลิกจึงไม่ได้ผล
โจมตีไอเดียไม่ได้ ไอเดียสุดยอด ประโยชน์ยิ่งใหญ่ทุกฝ่าย โจมตีไม่ลง
ผมยอมแพ้ด้วยการตอบตกลง ชูธงขาวด้วยการจับมือ

4. ผมคือผู้ชนะ
ชนะแล้วต้องแสดงให้รู้  จับมือ บีบแบบผู้ชนะ
บอกความหมายผ่่านภาษากาย ผมเหนือกว่าท่าน ท่านประธาน

5. ผมดูคนออก
เรื่องบุคลิก ไม่เคยยอม ไม่มีใครวางท่าเหนือผมได้
ผลประโยชน์ก้อนโตแค่ไหน  ศักดิ์ศรีใหญ่กว่าเสมอ
ผมยกเลิกข้อเสนอ ไม่อ้างเหตุผล
เหตุผล ผมไม่ชอบหน้า

6. พลาดแล้ว ผมจะจำเป็นบทเรียน

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

รักทอดทิ้ง


เพิ่งสารภาพรักไป  โดนปฏิเสธแทบจะทันที
งานไม่ทำ  หลบมุมคนเดียว  ทำใจอยู่เงียบๆ
หลบยังไง  เพื่อนร่วมงานสาวจอมจุ้นก็ยังตามมาวุ่นวาย
"มาหลบตรงนี้ทำอะไร  ไม่ทำงานเหรอ"
"กำลังทำใจ  "
"ตามหาตั้งนาน  เห็นอกหัก เป็นห่วง"
"อยากอยู่เงียบๆ"
"ไปหาอะไรกินกันไหม  จะได้ไม่หมกมุ่น"
"ไม่ต้องห่วง  ชินแล้วกับการถูกความรักทอดทิ้ง"
"ไม่เสมอไปหรอก  ลองเปิดใจดูดีๆ  ความรักอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด"
"ชอบใครก็โดนปฏิเสธทุกที  โลกนี้ไม่มีใครรักเรา"
"ใครบางคนอาจรักเธออยู่  แต่อาจจะแสดงออกไม่ค่อยเก่ง"
"อยากอยู่เงียบๆ  โอเค?"
"ได้ๆ  จะเอาอะไรไหม  เดี๋ยวซื้อมาฝาก"
"ขออยู่คนเดียว"
"ดูแลตัวเองดีๆนะ  มีอะไรก็โทรหาได้ตลอด"
"ขอบใจ  รีบไปเหอะ"
"อย่าคิดสั้นล่ะ"
"เฮ้อ.."
"โอเค ไปละ ดูแลตัวเองดีๆ"
กว่าจะไป  ไปได้สักที  จะได้จมกับอารมณ์เศร้าต่อ
รักใคร ทุ่มเทหัวใจไป  ไม่มีใครสักคนรักตอบเลย
หัวใจเศร้าๆ  พระเจ้ามองไม่เห็น  ไม่ส่งใครมารักสักคน สงสัยถูกความรักทอดทิ้งแล้วจริงๆ

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อภิปรายสบายใจ(ไม่น่าวางใจ)


การสนทนาจากคลิปเสียงลับ  ได้จากวงใน แลกด้วยเงินใต้โต๊ะ
"ท่านไม่ธรรมดาจริงๆ  อยู่ต่างประเทศแท้ๆ  ยังบริหารประเทศได้อย่างกับเป็นนายกฯอยู่"
"ผมมันคนมีฝีมือ ฮ่าๆ"
"ท่านทำได้อย่างไร"
"คนเราพลาดแล้วต้องเรียนรู้  ผมพลาดเพราะไม่ยอมซื้อทหารไว้ เลยโดนปฏิวัติตอนไปเที่ยวต่างประเทศ แม่! ถึงผมกลับประเทศไม่ได้ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะจบ  ประเทศยังเป็นของผมได้"
"ต่างชาติมองดูแล้วคงทึ่งในตัวท่าน  ผู้นำคนนี้บารมีไม่ธรรมดา"
"สร้างบารมีต้องใช้เงิน  ตอนนั้นผมหาเงินเก่ง  หมื่นล้านหาได้ง่ายๆ ซื้อบารมีเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ใช้บารมีไม่ค่อยเป็น  ตอนนี้ผมลบจุดด้อยตัวเองแล้ว  ฝูงชนนับหมื่นกำลังชุมนุมกันเพื่อแก้กฎหมายให้ผมกลับประเทศได้"
"นายกฯคนแรกก็น้องชายท่าน  นายกฯคนที่สองก็น้องสาวท่าน  แถมยังเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศด้วย  มือท่านสุดยอดจริงๆ ปั้นได้ทุกอย่าง"
"เลียเก่งแบบนี้  ผมรับรองว่าคุณไม่จนแน่นอน ฮ่าๆ  น้องชายผมน่ะไม่เท่าไหร่  มันเอาตัวเองไหวอยู่  แต่น้องสาวผมนี่สิ เหนื่อยหน่อย  ไม่เคยเล่นการเมืองมาก่อน  จะให้พูดอะไรผมก็ต้องร่างสคริปต์ให้ก่อนตลอด  แต่ก็คุ้มกับที่ลงทุนไป ตราบใดที่เธอยังอยู่ในสคริปต์  ทุกอย่างราบรื่น"
"แล้วสมัยหน้าท่านจะทำอย่างไร  น้องสาวท่านเป็นนายกฯต่อหรือไม่"
"หึๆ  ผมมีเงิน มีบารมีแล้ว  ผมอยากแสดงให้ต่างชาติเห็นว่าอำนาจในประเทศอยู่ในมือผมจริงๆ  ผมจะทำสิ่งที่ต่างชาติต้องพากันตกตะลึง"
"สมัยแรกน้องชายท่าน  สมัยนี้น้องสาวท่าน แล้วสมัยหน้าเล่า"
"เลือกตั้งสมัยหน้า  ผมจะดันหมาที่บ้านขึ้นเป็นนายกฯ"
"ชิบหายประเทศกู!!"

คนตาบอด


เธอยืนรอ ป้ายรถเมล์คือที่หมาย คั่นไว้ด้วยทางม้าลาดพาดตัวผ่านถนนรถพลุกพล่าน
ระหว่างนั้น ชายตาบอดก็รอข้ามทางม้าลาย
จิตสำนึกที่ดีงามชี้นำ เธอจูงมือชายตาบอด
รถหยุด เธอพาชายตาบอดเดินข้าม ความมีน้ำใจงามก่อให้เกิดภาพที่งดงาม
ถึงปลายฝั่ง ชายตาบอดขอบคุณ  จากกันด้วยความรู้สึกดี
ถึงป้ายรถเมล์ เธอนั่งรอ ป้ายรถเมล์คือที่หมายไม่ใช่เป้าหมาย
เธอไม่ได้รอรถเมล์ เธอรอเขา เขาคือเป้าหมาย เป้าหมายหัวใจของเธอ
เขาทำผิด เธออภัย เขาทิ้งเธอไป เธอยังเก็บเขาไว้ในใจตลอดมา
เธอรอก่อนเวลานัดหมาย  ความหวังน้อยนิดที่จะได้คืนดี
เธอรอ รอ รอ  เวลาเดินผ่านไป สวนทางกับหัวใจที่เริ่มฝ่อลง
เธอรอจนเลยเวลานัดหมายหลายชั่วโมง ได้เจอหน้าเขาอีกสักครั้งก็ยังดี
อาทิตย์ลาลับ ดวงจันทร์รับหน้าที่ เธอยังรอ น้ำตาไหลอาบแก้ม
เธอรู้ว่าเขาไม่มาแล้ว แต่ยังคงรออย่างสิ้นหวัง
ทุกเรื่องที่เขาทำ เธอผิดเอง ผิดอย่างหาเหตุผลไม่ได้
ตกดึก ถนนเงียบ นานๆทีมีรถผ่านมา
ชายคนหนึ่งเดินมาหยุดยืนข้างเธอ
เธอนึกว่าเขา แต่ไม่ใช่เขา
เป็นชายตาบอด
ตามองไม่เห็น แต่ใช้หัวใจมอง มองแบบเดียวกับที่เธอมองชายตาบอดเมื่อกลางวัน
ชายตาบอดส่งมือมา เธอยื่นมือออกมา จูงมือกัน
ชายตาบอดช่วยพาเธอข้ามถนน ไปสู่ทิศเดิมที่เธอจากมา

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ช่วงเวลาสุดท้ายของปู่ชิว



ปู่ชิวมีอาชีพเก็บสมุนไพรขาย  ทุกเดือนเขาจะมาเยือนยอดเขาแห่งนี้
ยอดเขาสูงตระหง่าน  หุบเหวเบื้องล่างมองชวนให้มองลงไปแล้วท้องไส้ปั่นป่วน
แต่เหนือยอดเขายังมีต้นหญ้า  ต้นหญ้าหายาก  สรรพคุณเลิศ ราคาดี
เพียงหญ้าตนเล็กๆไม่กี่กำ  เลี้ยงชีพเขามาตั้งแต่หนุ่มยันชรา
ตอนหนุ่มหูตาว่องไวแต่ตื่นกลัวความสูง  บัดนี้เคยชินกับความสูงแต่หูตาเริ่มเสื่่อมถอย  หลังค่อม แต่ละย่างก้าวกระท่อนกระแท่น
แล้ววันนี้คราวเคราะห์แด่ความชราก็มาเยือน  ปู่ชิวเหยียบพลาดใส่อากาศธาตุ ร่างร่วงตกลงจากยอดเขา
โชคยังดี  มือข้างหนึ่งคว้าจงอยหินที่ยื่นออกมาจากขอบผาไว้ทัน
ด้วยสังขารที่ชราภาพ  เขาไม่มีทางดึงตัวเองขึ้นได้
ชั่วเวลาแรงนิ้วเกาะ  ปู่ชิวมีเวลาดื่มด่ำกับช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต
ลูกเมียไม่มี  ไร้ซึ่งห่วงใดๆ  ไม่อาลัยแก่ชีวิตชรา  แรงนิ้วเริ่มคลายออกจวนจะหลุด
ร่างเริ่มห้อยต่องแต่ง  สองเท้าแกว่งไปมา  หุบเหวสูงปานฟ้า ร่วงลงไปตายคงไม่ทรมาน
ทว่า  เท้าข้างหนึ่งของปู่ชิวแกว่งไปเตะใส่รังต่อ   ตรงซอกผาเล็กๆใต้จงอยหิน
ตัวต่อที่ขึ้นชื่อว่าดุร้าย  แตกฮือออกมาจากรัง แสดงความโมโหร้าย
ปู่ชิวเคยเรียนรู้ของพิษสงของมันในวัยหนุ่ม  โหดร้ายถึงขั้นสาบานว่าชีวิตนี้จะไม่ปล่อยให้มันรุมต่อยอีก
ด้วยพลังแห่งความตื่นตระหนก  ชายชรากระชับนิ้วกับจงอยหิน  ออกแรงดึงจนตัวลอยพ้นขอบผา  เท้าถีบหน้าผาส่งตัวขึ้นไปยืนบนยอดเขาได้อย่างรวดเร็ว
ปู่ชิวไม่มีเวลามาใส่ใจกับการรอดตายในครั้งนี้
ตอนนี้เขาต้องวิ่งหน้าตั้งหนีฝูงตัวต่อ