วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

After earth สยองโลกร้างปี... หนทางแห่งการพรางความกลัว อยู่บนปัจจุบัน


ด้วยดาราแม่เหล็กดึงดูดผู้ชมอย่าง Will Smith( MIB, Hancock, The Legend)  ซึ่งเล่นคู่กับ Jaiden Smith  (จากเรื่อง Karate kid , Pursuit of Happiness) ซึ่งในเรื่องก็รับบทเป็นพ่อลูกกันอีกด้วย   อีกทั้งยังรวมถึงฉากต่างๆที่ดูตระการตาในตัวอย่างหนัง  ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่น่าจับตามองเลยทีเดียว  แต่จะติดที่หนึ่งก็ตรงชื่อผู้กำกับคือ  M. Night Shayamalan (the sixth sense, the village) ซึ่งทำผมผิดหวังมากับเรื่อง The last air binder  ซึ่งเป็นแนวแฟนตาซีฉากตระการตาเหมือนกัน   แต่ก็ไม่แน่ว่าหนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังแก้มือสำหรับผู้กำกับท่านนี้ก็ได้
หนังบอกเล่าเรื่องราวของ ไซเฟอร์ เรจ (Will Smith)  เรนเจอร์ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากวีรกรรมที่ไร้ความกลัวของเขา  ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ  คีไท (Jaiden Smith) ผู้เป็นลูกชายกลับไม่ค่อยแข็งแรง   วันหนึ่ง เรจ จึงตัดสินใจพาลูกชายของเขาร่วมเดินทางไปด้วยกันเพื่อกระชับความสัมพันธ์   แต่แล้วระหว่างทางยานอวกาศประสบอุบัติเหตุ  ร่วงลงสู่ดาวดวงหนึ่งซึ่งถูกจัดว่าเป็นดาวต้องห้าม   มีเพียงสองพ่อลูกที่รอดชีวิต และจำเป็นต้องใช้เครื่องยิงสัญญาณขอความช่วยเหลือที่อยู่ในส่วนท้ายของยาน  ซึ่งอยู่ห่างออกไปราวร้อยกิโลเมตร  จากอุบัติเหตุในครั้งนี้  ไซเฟอร์ เรจ บาดเจ็บหนัก  จึงต้องฝากความหวังไว้กับ คีไท  ในการผจญภัยกับธรรมชาติที่แปรปรวน  และเหล่าบรรดาสัตว์ทั้งหลายที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้สามารถคร่าชีวิตมนุษย์   บนดาวดวงนี้ที่มีชื่อว่า "โลก"
ประการแรกผมขอชมเรื่องภาพและกราฟฟิกครับ  ทำออกมาได้สวยดี ถึงแม้สัตว์บางตัวจะดูออกว่าเป็นคอมพิวเตอร์แต่ก็ชดเชยด้วยความสวยงาม  โลเคชั่นที่ถ่ายทำนั้นเลือกได้ดีมาก  ไม่ว่าจะเป็นในป่า  กลางหิมะ  หน้าผา หรือน้ำตก  แล้วเรื่องรายละเอียดเล็กๆน้อยที่มีความเป็นไซไฟ  ผู้สร้างก็ให้ความสนใจกับมันดี  ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปริมาณออกซิเจน  แรงโน้มถ่วง  อุปกรณ์กล้องวงจรปิดล้ำสมัย  ส่งผลให้เติมเต็มอรรถรสได้ไม่น้อยเลยทีเดียว   นักแสดงทำหน้าที่ได้ดีมาก  โดยเฉพาะ Jaiden Smith  ที่เรื่องนี้ได้วาดลวดลายบทบาทเข้มข้นกว่าเรื่อง คาราเต้ คิด มาก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พอผมดูไปได้กลางๆเรื่องแล้วผมรู้สึกง่วงเหมือนกัน  ไม่ง่ายเลยที่จะทำให้เรื่องดูไม่เงียบเหงาหากว่าตัวละครหลักของเรื่องมีอยู่แค่สองคน(หลักจริงๆคนเดียว) ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ตระการตามระหว่างทางร้อยกิโลเมตร  และอุปสรรคระหว่างทางก็ดูไม่ท้าทายเท่าไหร่  สัตว์ที่พบเจอมันก็คือสัตว์โลกธรรมดา  ซึ่งดูไม่น่าพอที่จะตีตราว่าเป็นดาวต้องห้าม เพราะดูแล้วมันก็ไม่ได้อันตรายสักเท่าไหร่  ยกเว้นก็แค่สัตว์ประหลาดตัวที่ติดมากับยานตั้งแต่เริ่มต้น

แต่ผมชอบแนวคิดที่สอดแทรกเข้ามาในเรื่อง  เฮียมาโนช(ชื่อจริงผู้กำกับ) แก่เล่นใส่ปรัชญาแบบพุทธจ๋าเข้ามาแบบเต็มสตรีมเลย  ความกลัวเกิดจากจิตปรุงแต่ง  เราสามารถเอาชนะความกลัวได้หากเราอยู่กับปัจจุบัน  ในขณะนั้นเราเลือกได้เสมอว่าจะกลัวหรือไม่  หรือจะทำอะไร   แล้วสุดท้ายเมื่อเราเข้าใจจุดนี้  สัตว์ประหลาด ก็จะมองไม่เห็นเราอีกต่อไป   หนังเรื่องนี้สำหรับผมแล้วใช้ได้ครับ  แต่ไม่แนะนำให้คาดหวังมากแล้วกัน  ดูโรงเจ็ดแต่คนมีค่อนข้างน้อย  ถ้าเทียบเรื่องนี้กับ Oblivion  ผมว่าหนังเฮียครูซ เหนือชั้นกว่าเยอะครับ

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วิจารณ์หนังสือ แพนด้า ของ ปราบดา หยุ่น


นวนิยายที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับบันทึกของนาย แพนด้า  ชายหนุ่มอายุ 27 ปี ที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายแพนด้า ทำงานเป็นนักเขียนบทให้กับบริษัทผลิตหนังแผ่นทุนต่ำ  ได้ค้นพบว่าความจริงแล้วตนเองมาจากดาวดวงอื่นที่มีชื่อว่า แพนด้า พลาเน็ต  และเขาก็สงสัยว่าน่าจะมีบางคนในโลกใบนี้มาอยู่ผิดดาวเช่นเดียวกับเขา  แพนด้าจึงคิดหาวิธีสื่อสารกับชาวแพนด้าพลาเน็ตในโลกใบนี้  ซึ่งวิธีที่เขาเลือกใช้ก็คือ การเขียนบทหนังแผ่นทุนต่ำ  โดยแฝงความหายของการอยู่ผิดดาวและมุ่งกลับดาวบ้านเกิดของตนลงไป   

เรื่องนำเสนอผ่านรูปแบบการเขียนบันทึกชีวิตประจำวัน  ที่มีการดำเนินเรื่องราวผ่านการบอกเล่าแบบมุมมองบุคคลที่หนึ่งของตัวละครเอกที่ชื่อ แพนด้า  ร่วมไปกับการสอดแทรกความคิดเห็นของผู้เขียนที่มีต่อสังคมผ่านการระบายความคิดของตัวละครภายในเรื่อง  อย่างเช่น ความคิดเห็นของเฮียเล้ง   เจ้าของบริษัทหนังแผ่นที่มีต่อรูปแบบสังคมในปัจจุบัน ความรวยความจน  หรือแม้แต่ความคิดของ แพนด้า ที่เขียนระบายในบันทึก   ผู้เขียนต้องการนำเสนอการค้นหาตัวของตัวเองให้พบซึ่งเปรียบได้กับการที่ แพนด้า ได้ค้นพบว่าตัวเองมาจาก แพนด้า พลาเน็ต   และเราสามารถอยู่ในดาวของตนเองได้ ในขณะเดียวกันก็อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมไปด้วย  โดยอาศัยการเปลี่ยนมุมมองและความคิดของตนเอง  เม็ดสิวที่เป็นปุ่มสำหรับติดต่อสื่อสารกับแพนด้าพลาเน็ต  ก็เป็นเทคนิคหนึ่งของผู้เขียนที่ใช้เชื่อมความเหนือจริงเข้ากับความเป็นจริง  ให้อิสระกับผู้อ่านในการคิดว่า แพนด้า พลาเน็ต อาจจะเป็นดวงดาวที่มีตัวตนจริงๆ หรือไม่ก็เป็นเพียงความนึกคิดของ แพนด้า  เป็นผลให้ผู้อ่านไม่เกิดความรู้สึกขัดแย้งกับบันทึกธรรมดาของ แพนด้า  ผู้เขียนให้ความสำคัญกับความคิดของตัวละครมากที่สุด  รองลงมาเป็นเนื้อเรื่องและการกระทำ  ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับฉากเสียเท่าไหร่

แพนด้า เป็นนวนิยายอ่านสนุก ที่แฝงข้อคิดที่น่าสนใจ  รวมถึงมุมมองต่อสังคมของผู้เขียนที่แทรกไว้ตามเรื่องก็ชวนให้คิดตาม  มีมุขตลกแบบเสียดสีแทรกไว้เป็นระยะๆทำให้อ่านแล้วไม่เบื่อ  เนื้อเรื่องการตามหาพวกพ้องร่วมดาวของ แพนด้า ดูน่าสนใจแต่ทว่ายังไม่เข้มข้นพอ  เนื่องจากผู้เขียนให้ความสำคัญกับความคิดและมุมมองระหว่างทางมากกว่าเดินตามเนื้อเรื่อง  ทำให้บางครั้งรู้สึกว่าเนื้อเรื่องดำเนินอย่างเอื่อยๆและหลวมๆ  ขาดความน่าติดตามไปบ้าง  แต่โดยรวมแล้วอ่านสนุกให้ข้อคิดที่ดี  และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง

ให้คะแนน 7.5/10

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ป้อฮับ แม่ฮับ ป๋มตัดทรงโมฮอคมาฮับ




ครั้งหนึ่งตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย ผมเคยคิดว่าจะลองตัดผมทรงนี้ดูสักครั้งในชีวิต  และก็แอบคิดอยู่ลึกๆเรื่อยมาจนปัจจุบันตอนนี้จะขึ้นชั้นปีที่ 4 ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้ว  อยู่ในช่วงปิดเทอมกำลังจะเปิดเทอม ช่วงนี้เองที่ผมเริ่มตระหนักแล้วว่าถ้าไม่ตัดทรงนี้ในช่วงนี้  วันหน้าจะไม่มีโอกาสได้ตัดอีกแล้ว   เพราะถ้าเปิดเทอมแล้วตัดทรงนี้เข้าคณะก็จะถือเป็นการไม่ให้เกียรติสถานที่  ปิดเทอมปีหน้าต้องฝึกงานเป็นส่วนใหญ่ไม่รู้จะมีเวลาได้ตัดหรือเปล่า  จบออกไปทำงานเป็นเภสัชกร  ขืนตัดทรงนี้คนไข้ก็จะกลัวเอาเปล่าๆ  ถึงจะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ไม่ตัดก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ลึกๆในใจมันท้าทายตัวผมอยู่ตลอดเวลา "มึงกล้าตัดหรือเปล่าไอ้วิน  ถ้าไม่ตัดตอนนี้ก็จะไม่ได้ตัดอีกแล้วนะเว้ย" ความจริงผมจะเมินเฉยทำเป็นไม่สนใจก็ได้  แต่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจลองตัดผมทรงนี้ดูในที่สุด

พอตัดเสร็จมีเด็กวัยรุ่นสองคนต่อคิวตัดต่อจากผม  มันสองคนหัวเราะกันใหญ่ แต่ไอ้คนหนึ่งก็รีบเตือนเพื่อนว่า "เดี๋ยวโดนตีนะเว้ย" ผมหันไปมองหน้าเป็นเชิงจะบอกว่า "ไม่เป็นไร ตูไม่คิดมาก" แต่พอมองหน้าปุ๊บมันก็หุบยิ้มรีบหันไปทางอื่น  ก็ไปออกกำลังกายที่สนามกีฬาเทศบาลต่อ  รู้สึกว่ามีคนมองตั้งแต่เข้าสนามยันออกจากสนาม  ระหว่างกลับก็เตรียมใจอยู่แล้วว่าพ่อกับแม่ต้องรับไม่ได้  แล้วก็จริงดังคาด ได้รับคำด่าว่าจากพ่อและแม่มาคนละชุด  พ่อด่าประมาณว่าผมชักจะเพี้ยนแล้ว  คราวหน้าต้องควบคุมความประพฤติให้มากๆ  ส่วนแม่จะด่าแบบเจ็บ " ไม่เห็นคุณค่าในตัวเองใช่มั้ย  ถึงต้องไปตัดผมให้คนอื่นเขาสนใจมอง"  เข้าบ้านได้แป๊บเดียวพ่อก็ไล่ไปตัดทิ้งเสียแล้ว  ผมต่อรองกับพ่อว่าจะตัดพรุ่งนี้เพราะจะถ่ายรูปเก็บเอาไว้ก่อน   เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยตัดผมทรงนี้มาแล้ว

ถึงจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆไม่ถึงหนึ่งวันเต็ม แต่ผมกลับรู้สึกได้เรียนรู้อะไรจากผมทรงนี้    เมื่อเปลี่ยนทรงผมก็รู้สึกว่าความคิดที่เรามีต่อตัวเราและโลกใบนี้มันเปลี่ยนไป   ได้สัมผัสอารมณ์แบบเป็นตัวของตัวเองไม่ต้องแคร์สังคม  และก็มีอิทธิพลต่อความคิดของคนอื่นเป็นอย่างมาก  ผมรู้สึกได้ว่าหลายคนตัดสินผมไปแล้วตั้งแต่แรกเห็น เรียกว่าการเหมารวม(sterotype) ไอ้นี้ตัดผมทรงนี้มาแสดงว่ามันเปรี้ยวแน่  อย่างไอ้น้องสองคนที่หัวเราะ  มันก็คิดว่าถ้าหัวเราะเกินงามจะโดนผมตีเอา  ซึ่งตัวผมจริงๆไม่ทำแบบนั้นแน่นอนเพราะไม่ใช่ตัวตนของผม   และหลายคนก็มองผมแต่ไม่กล้ามองแบบตรงๆ  สายตาเหล่ามองผมด้วยแววตาที่สะท้อนความรู้สึกที่ต่างจากตอนที่ผมตัดทรงธรรมดา   ความคิดที่ผมมีต่อตนเองกับความคิดที่คนอื่นมีต่อผมมีความสัมพันธ์กันอย่างน่าประหลาด    เมื่อไปไหนมาไหนแล้วมีแต่คนมองด้วยสายตาแปลกๆ  ผมก็ปรับตัวตามโดยเปลี่ยนความคิดตนเองให้ไม่แคร์สายตาคนรอบข้างเท่าไหร่   ถึงจะเป็นแค่เรื่องทรงผมซึ่งเป็นแค่ขนบนหัวที่รูปทรงเปลี่ยนไป  แต่การจะตัดผมทรงหนึ่งคุณก็ต้องแลกด้วย "อัตลักษณ์" บางอย่าง   อย่างเช่นการตัดผมทรงโมฮอค   ผมอาจจะได้เป็นเป้าความสนใจ  อาจจะรู้สึกสะใจ  เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น กล้าทำอะไรห่ามๆมากขึ้น แต่จะให้คนอื่นมาให้เกียรติผม  มองว่าผมเป็นคนดี อยากคุยด้วยนั้น  ถือว่ายาก

ไม่รู้ว่ากลไกลอะไรของสังคมที่เป็นตัวกำหนดว่า ผมทรงนี้ แต่งตัวแบบนี้ต้องเป็นพวกเด็กมีปัญหานะ  อาจจะมาจากสื่อโทรทัศน์ที่เราเคยเห็นแบบอย่างจากภาพยนต์  เห็นจากข่าวตอนเด็กแว๊นถูกจับ  หรืออาจจะเป็นสัญชาตญาณของคนเราที่ถูกกระตุ้นด้วยสีสันและรูปร่างที่ไม่ราบเรียบสม่ำเสมอเหมือน ผมรองทรง หรือ การใส่สูท  ทั้งๆที่คนที่สักเต็มตัวหลายคนก็มีอัธยาศัยดีกว่าคนใส่สูท     ผมก็ลองคิดดูขำๆว่าถ้าบังเอิญในสมัยหนึ่งมีหมอที่รักษาคนไข้เก่งมากจนชื่อเสียงโด่งดัง โดยที่ลักษณะเด่นของหมอคนนี้คือผมทรงโมฮอค  ไม่แน่ว่าหลังจากนี้ สายวิทยาศาสตร์สุขภาพอาจจะตัดทรงโมฮอคกันหมดก็ได้  ถ้าเป็นเช่นนี้ผมทรงโมฮอคก็อาจจะกลายเป็นทรงผมที่ดูสุภาพ  ในอีกมุมหนึ่งพวกที่อยากเป็นของตัวเอง  อยากฉีกจากกรอบเดิมๆให้ไม่เหมือนใคร  ก็อาจจะหันไปตัดผมรองทรงกันก็ได้  แล้วพอมีใครตัดรองทรงมา ก็อาจจะถูกเหมารวมเอาได้ว่า "ไอ้นี่มันเปรี้ยวนี่หว่า"

แต่สุดท้ายจริงๆมันก็แค่ รูปร่างของขนบนหัว  เป็นแค่ด่านแรกของการตัดสินว่าคนๆหนึ่งเป็นอย่างไร  แค่นั้นแหละครับ

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ระหว่างทางสู่ความอิ่ม..ดับกระหาย...และหายหื่น




ทั้งๆที่กินข้าวกลางวันแบบข้าวกล่องเข้าไมโครเวฟที่ซื้อจากเซเว่น และแตงโมสองผีกใหญ่ที่ซื้อจากรถเข็นด้านหน้า  อีกทั้งสเลอปี้แก้วเล็กอีกแก้วหนึ่ง  รวมแล้วที่กินไปก็ไม่ใช่น้อยๆเลย   แต่ไม่รู้ทำไมเวลาราวบ่ายสามโมงครึ่งกลับรู้สึกหิวจนแสบท้อง  ยืนเลือกรสบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่บ้านอยู่พักหนึ่ง(พอดีว่าที่บ้านเปิดร้านขายของชำครับ) เลือกได้ไวไวรสต้มยำกุ้งซองสีเขียวเพราะคิดถึงรสชาติเผ็ดเล็กน้อย มันๆและหอมกลิ่นกะทิ   จับไวไวลงหม้อพร้อมกับไข่ตามขั้นตอนการต้มที่เคยชิน  ทว่าตอนกำลังจะใส่เครื่องปรุงนั่นเอง  ซองผงกะทิสีขาวที่ปรกติมันจะแถมมาให้  คราวนี้กลับไม่มีแถมมาในซอง  คาดว่าน่าจะเกิดจากความผิดพลาดในขั้นตอนการบรรจุของบริษัท   ทำให้ได้ไวไวต้มยำกุ้งที่รสชาติแสนธรรมดา  แค่คำว่าธรรมดายังไม่พอ ต้องใช้คำว่า ธรรมด๊าธรรมดา   กินไปอย่างเซ็งอารมณ์นิดหน่อย  พอกินเสร็จก็อิ่ม  อิ่มแล้วก็ไม่เซ็งอีกต่อไป  รสชาติที่ผ่านมาไม่ได้มีความสำคัญอะไรแล้วเพราะตอนนี้อิ่ม   ไอ้ตอนนี้นี่เองพลันคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จนเป็นเหตุให้ต้องมาเขียนบทความนี้ในที่สุ
อันความอยากของคนเรานั้นไซร้  มีช่องทางการตอบสนองของคนเราได้หลายทางไม่ว่าจะเป็น  หู ตา จมูก ลิ้น หรือ สัมผัส  สำหรับผู้ชายเวลาที่แรงขับดันตามธรรมชาติมันเรียกร้อง  แล้วเห็นผู้หญิงสวยเซ็กซี่  ความหื่นก็บังเกิด  ถ้าหน้ามืดจริงๆจะให้เสียเงิน  อ้อนวอน ไปรับไปส่ง หรือฉุดกระชากยังไงก็ช่าง  ได้หมด  ขอแค่ได้ตอบสนองความอยาก(หื่น)ที่มีอยู่ภายใน  แต่พอความหื่นจบไป  ระหว่างทางที่กำลังปลดเปลื้องความหื่นนั่นก็หมดความสำคัญลง  ลองสมอยากแล้วถ้าผู้หญิงยังเรื่องมาก  อาจจะโดนถีบตกเตียงได้

"สิ่งที่มีค่าของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย  แต่อยู่ที่การดื่มด่ำไปกับระหว่างทาง"  ประโยคนี้หลายคนไม่ค่อยได้ใช้กับการทำงานหรือตามความฝันเท่าไหร่   แต่เกือบทุกคนมักจะใช้ไปกับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของตนเอง  เรากินอาหารเพื่อให้อิ่ม  แต่ก่อนจะอิ่มก็ขอดื่มด่ำกับรสชาติของมันให้เต็มที่จนเป็นที่มาของ อาหารคำละหมื่นบาท!!  เมื่อกระหายน้ำก็ขอเป็นน้ำโซดาไลม์ที่ไม่ใส่โซดาเยอะเกินไป  หรือผู้ชายหลายคนที่บ่นว่าชีวิตรันทดขาดผู้หญิง  ได้แต่ใช้มือช่วยเหลือตนเองไปวันๆ  ทั้งๆที่ไม่ว่าจะมีผู้หญิงหรือจะมีแค่มือก็สามารถไปถึงจุดหมายแห่งการเสร็จสมอารมณ์หมายได้เหมือนกัน     ความจริงการตอบสนองความต้องการพื้นฐานไม่ได้ยุ่งยากเลย  มันยุ่งยากก็เพราะประโยคที่ว่า  "สิ่งที่มีค่าของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย  แต่อยู่ที่การดื่มด่ำไปกับระหว่างทาง"

ทุกสิ่งในโลกล้วนมีการเปลี่ยนแปลง  มีเสื่อมสลาย  วิวัฒนาการ และพัฒนา  ความต้องการพื้นฐานของเราก็สามารถพัฒนาตัวของมันได้  เป็นไปในทางที่สุนทรีกว่าเดิม  ในบางครั้งเองเราก็ไม่ได้หิวเท่าไหร่  แต่พอนึกถึงรสชาติอาหารบางอย่างแล้วอยากกินมันขนาด  ก่อนที่จะดับกระหายก็ขอให้เป็นไวน์ที่มีระดับ  ก่อนที่จะหายหื่นก็ขอให้ผู้หญิงที่เราปลดเปลื้องหล่อนให้ปลดเปลื้องความหื่นของเรานั้นเป็นสาวที่สวย เซ็กซี่  เรียกได้ว่าโหยหาถึง "ระหว่างทางอันแสนงดงาม" 

แต่ก็ต้องขอขอบคุณ "ระหว่างทางอันแสนงดงาม" เหล่านั้นที่ก่อให้เกิดศิลปะแขนงต่างๆมากมาย  ไม่ว่าจะเป็น เชฟกระทะเหล็ก  นักเขียนรางวัลซีไรต์  สุดยอดสาวของThe girls next door  และอื่นๆอีกมากมาย ล้วนมีส่วนช่วยให้โลกใบนี้มีสีสัน   มีความหมายมากกว่าสัตว์เซลล์เดียวที่มีชีวิตอยู่และสืบพันธุ์ไปวันๆ  และในบางครั้งศิลปะที่เกิดจาก "ระหว่างทางอันแสนงดงาม" เหล่านั้นเอง  ก็ทำให้เราเข้าถึงและเข้าใจความหมายของอะไรหลายๆอย่าง  ความหมายของโลก  ความหมายของชีวิต  หรือจิตวิญญาณของตัวเอง   และ "ระหว่างทางอันแสนงดงาม" ยังช่วยจุดประกายความคิดให้เขียนบทความนี้ขึ้นมา

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เมื่อทุกคนในโลกใบนี้หน้าตาเหมือนกันหมด




ในสังคมปัจจุบัน การศัลยกรรมไม่ว่าจะเป็นเปลี่ยนแปลงใบหน้าให้เป็นแบบตามที่ตนต้องการซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก  หรือเสริมส่วนสัดที่แม่ให้มาน้อยหรือยังไม่เป็นที่พอใจให้ใหญ่ขึ้นซึ่งเป็นที่นิยมไม่แพ้กัน  ขอเพียงแค่มีสตังค์กับความกล้าเพียงพอ  ไม่ว่าใครก็ทำได้  ในวงการบันเทิงเป็นที่นิยมทำกันมาก  มากจนเรียกได้ว่าน่าตกใจ  ไม่ใช่แค่นั้นแม้แต่คนที่เรารู้จักหลายคนที่ไม่ต้องใช้หน้าตาหรือเรือนร่างหากินแต่อย่างใด  ก็ยังไปทำศัลยกรรมมา
เนื่องจากค่านิยมของคนในปัจจุบันจะเน้นหนักไปในเรื่องของทุนนิยมและวัตถุนิยม  คนก็เปรียบเสมือนวัตถุชนิดหนึ่งที่จะถูกคนอื่นประเมินค่าจากรูปร่างภายนอก  เกิดเป็นผู้หญิง ถ้าหน้าตาสวยกว่า นมใหญ่กว่า โอกาสได้งานทำหรือได้ผู้ชายเลี้ยงก็มีมากกว่า  คนอื่นก็ยกย่องเชิดชูมองด้วยความอิจฉา  รูปร่างหน้าตาเปรียบเหมือนใบเบิกทางในสังคมปัจจุบัน  ด้วยเหตุนี้ทำให้การทำศัลยกรรมก็คล้ายกับการลงทุนชนิดหนึ่ง  ขอเพียงไปฉีดกลูต้าไทโอนให้ขาวขึ้น เสริมส่วนเว้าโค้งให้อึ๋มขึ้น  ก็สามารถใช้เรือนร่างของตนเองหาเงินได้ไม่ว่าจากการ เป็นพริตตี้ เป็นนางแบบ  เป็นดารา หรือการเป็นเป็นเลขาของผู้จัดการบางท่าน(ซึ่งสำหรับบางท่านแล้ว  ความสวยและอึ๋มมีผลต่อการรับพิจารณาเข้าทำงานไม่น้อย)
หลายคนอาจจะไม่ได้ใช้รูปร่างหน้าตาของตนทำมาหากิน  แต่รูปร่างหน้าตาก็มีความสำคัญต่อความรู้สึกที่เรียกว่า "ความรู้สึกดีกับตัวเอง" ซึ่งความรู้สึกที่ว่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญกับคนเรามากจริงๆ  ถ้าเกิดคนคนหนึ่งต้องทนอยู่กับความไม่ชอบไปตลอดโดยเฉพาะ "ตัวเอง" แล้วเนี่ย ลองคิดดูว่าจะทำให้ทุกข์ใจแค่ไหน  บางคนอาจจะรู้สึกดีกับตัวเองได้ในส่วนอื่นๆที่เป็นส่วนดีของตัวเรา (ทุกๆคนต้องมีส่วนดีของตัวเองบ้างอยู่แล้วล่ะน่า อย่าปฏิเสธเลย) อย่างเช่น นิสัยดี  มีความสามารถ มีความรับผิดชอบ  มีครอบครัวอบอุ่น  แต่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนิยมประเมินคุณค่าทุกสิ่งจากรูปลักษณ์ภายนอก   โดยเฉพาะตัวเรา ถ้าเราสวยเราก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า  ด้วยเหตุนี้การศัลยกรรมจึงเป็นทางออกที่เป็นที่นิยม
แต่ศัลยกรรมต้องแลกด้วย เงิน ความกล้า และความเสี่ยงที่อาจจะออกมาผิดพลาด แค่นั้นจริงๆเหรอ  ผมว่าต้องแลกด้วยอะไรที่มากกว่านั้นนะ  และเป็นสิ่งที่สำคัญมากก็คือ ความเป็น "อัตลักษณ์" ของแต่ละคน  เสน่ห์ของคนเราอยู่ที่ความเป็นตัวของตัวเอง  การที่เราศัลยกรรมให้เค้าหน้าคล้ายกับคนอื่น  หน้าตาออกมาเหมือนสาวเกาหลีเป็นบล็อกเป็นบล็อก  สังคมอาจจะยอมรับ  หนุ่มๆอาจจะเหลียวตามมามอง   แต่เราจะมีโอกาสโดดเด่นขึ้นมาได้ยังไงในเมื่อหน้าเหมือนกันหมด  ไม่แน่ว่าในอนาคตเมื่อคนทั้งโลกผ่านการศัลยกรรมจนหน้าเป็นบล็อกเกาหลีเหมือนกันหมดค่อนโลก  คนที่ถือว่าหน้าตาไม่ค่อยดีในปัจจุบันอาจจะกลายเป็นคนหน้าตาดีในอนาคตก็ได้  เพราะความโดดเด่น ความไม่เหมือนใคร ความเป็นธรรมชาติ  อาจจะทำให้การประเมินค่าของคนอื่นเปลี่ยนมุมมองไป
และเมื่อผ่านศัลยกรรมแล้ว  กลับบ้านไปพ่อแม่จำไม่ได้ว่าเป็นใคร   ความรู้สึกมันคงพิลึกน่าดู
ยังไงก่อนที่จะไปศัลยกรรมก็ฝากถามตัวเองก่อนแล้วกันว่า  คุ้มแล้วหรือยังกับการแลกด้วย "อัตลักษณ์" ของตัวเอง  ผมไม่ได้แอนตี้นะ แค่ลองเสนอมุมมองที่น่าคิดในแนวสวนกระแสนิยมดูก็เท่านั้นเอง

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แขวนใจให้ถูกที่



เมื่อเราอยากให้เขาปฏิบัติต่อเราอย่างไร  เราก็ควรปฏิบัติเช่นนั้นต่อเขาก่อน  กฎข้อนี้ส่วนใหญ่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน  แต่มักจะไม่ค่อยประสบผลเมื่อใช้กับเรื่องความรัก  ทุกวันนี้การรักเขาข้างเดียวกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ   เมื่อรักใครสักคน ก็อยากแสดงให้เขารู้  มอบดอกไม้ เอาอกเอาใจ เป็นห่วงเป็นใย  ลึกๆก็หวังว่าจะได้รับความรักจากเขาตอบแทนบ้าง  แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่เป็นไปตามที่หวัง  และคนที่ผิดหวังก็ต่อยอดกลายเป็นคนอกหักที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน  มีตั้งแต่แค่ซึมๆจ๋อยๆ  ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวน  กินของหวานไม่ได้มันขมปากไปหมด  ต้องกระดกแก้วเหล้าอย่างเดียว  จนถึงขั้นอยากกระโดดตึกอยากกรอกปากด้วยยาพาราเพื่อลาโลก
แต่ก่อนที่จะกรอกยาใส่ปากหรือก้าวเท้าลงจากขอบตึกก็อยากให้ลองคิดย้อนกลับไปหน่อย  วินาทีแรกที่เราลืมตาออกมาดูโลกพร้อมกับเปล่งเสียงร้องไห้จ้า  ตอนนั้นเรามีอะไรติดตัวมาบ้างนอกจากสายสะดือที่เชื่อมกับรกของแม่  สิบกว่าปีที่ผ่านมาก่อนจะเข้าสู่วัยแห่งความรัก  ก่อนที่จะได้มาเจอกับคนที่ใช่  เราก็ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างปรกติสุขไม่ใช่หรือ    ต่างจากวันนี้ที่ร้องไห้จะเป็นจะตายเมื่อผิดหวังจากเธอคนนั้น     เมื่อไม่มีเธอชีวิตก็เหมือนขาดอะไรไป  เหมือนสวมรองเท้าข้างซ้ายโดยไม่มีรองเท้าข้างขวา  แต่เราลืมไปหรือเปล่าว่าเมื่อก่อนเราเคยเดินเท้าเปล่ามาตลอดและก็มีความสุขกับมันดี  ตอนนี้เราแค่ไม่ชินกับการกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง  แต่เมื่อใช้เวลาปรับตัวสักพักเราก็จะชินกับมันและสามารถกลับไปเดินเท้าเปล่าได้อีกครั้งอย่างปรกติสุข
พระพุทธเจ้าสอนให้เรารู้จักอยู่กับปัจจุบัน  ผมว่ามันเป็นคำสอนที่วิเศษมาก  สาเหตุที่ทำให้คนอกหักและเจ็บช้ำปางตายก็เพราะการไม่อยู่กับปัจจุบันนี่แหละ  มองไปยังภาพวันเก่าๆที่เราเคยรักกันหวานแหววแล้วรู้สึกเสียดาย  มองไปยังวันข้างหน้าแล้วหัวใจสลายเพราะความหวังที่วาดฝันเอาไว้พังทลายไปหมด  หันมามองตัวเองตอนนี้ก็ใจหดเมื่อเขาไม่อยู่ข้างๆเราเหมือนเมื่อวาน  แต่เราลืมมองไปหรือเปล่าว่าตอนนี้เรายังหายใจอยู่  มือและเท้าของเรายังอยู่ครบสามสิบสองเหมือนตอนที่เราเกิดมาใหม่ๆ  สิ่งที่ทำเราเจ็บช้ำปางตายน่ะจิตเราปรุงแต่งขึ้นมาเองทั้งนั้น  ผมไม่ขอใช้สำนวนเทศนาโวหาร เพราะผมรู้ตัวว่าไม่ใช่คนธรรมะธรรมโม   ผมขอเปรียบเทียบเป็น “การแขวนใจ”ตามแบบฉบับของผมเองแล้วกัน
การแขวนใจก็เหมือนการตากเสื้อผ้าให้แห้งนี่แหละครับ  เมื่อเธอเดินเข้ามาในชีวิตฉันก็เปรียบดั่งแสงตะวันส่องให้โลกของฉันสดใส  อยากให้ผ้าแห้งไวๆก็ต้องเอาไปตากข้างนอกนั่น  ยิ่งเธอบอกว่าจะรักฉันคนเดียวตลอดไปฉันก็ยิ่งตายใจนอนรอให้เสื้อผ้าแห้งอย่างมีความสุข  ลืมนึกถึงธรรมชาติของสภาพอากาศที่แปรปรวน  เมื่อมีแดดออกก็ต้องมีฝนตก  คำพูดของเธอก็เปรียบได้กับคำพยากรณ์อากาศที่เอาแน่เอานอนได้ไม่มาก   เมื่อเธอหมดรักหรือมีคนใหม่ก็เปรียบเหมือนห่าฝนที่อยู่ดีๆเทกระหน่ำลงมา  สุดท้ายเสื้อผ้าที่ตั้งใจจะตากไว้ให้แห้งกลับเปียกยิ่งกว่าเก่า  หลายคนทำใจไม่ได้ก็คิดอยากลาโลกนี้ไป  ทั้งๆที่ผ้าที่เปียกโชกนั้นเราสามารถทำให้แห้งใหม่ในวันหน้าได้
การแขวนใจเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง  บางคนกลัวว่าวันหน้าจะพลาดท่าทำใจเปียกเพราะสภาพอากาศไม่แน่นอน เลยแขวนไว้แต่ในบ้าน  ก็เหมือนกับคนที่ไม่ยอมเปิดใจรักใครนั่นแหละครับ  ปลอดภัยดี ไม่ต้องเสี่ยง  แต่ก็เหมือนชีวิตขาดอะไรไปบางอย่าง  กับอีกทางหนึ่งเมื่อแดดมาก็เอาใจไปแขวนข้างนอก  เมื่อฝนทำท่าจะตกก็เอาใจมาแขวนไว้ในบ้าน  บางครั้งพลาดทำใจเปียกบ้างก็ไม่ถึงกับเปียกโชก  ยังไงก็ถือเป็นประสบการณ์คราวหน้าจะได้ไม่เปียกอีก  สำรับคนอื่นจะเลือกทางไหนก็แล้วแต่คนแล้วแต่สไตล์เลยครับ  เป็นผมผมขอเลือกทางที่สองเพราะรู้สึกว่าได้ใช้หัวใจคุ้มค่ากับที่เกิดมาหนึ่งชีวิตดี
เมื่อผิดหวังมาก็อย่ามัวแต่ไปโทษฟ้าโทษฝนอยู่เลยครับ   มันเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้อยู่แล้ว  ต่อให้บริสุทธิ์ยังไง  ปักตะไคร้มากแค่ไหน  ถ้าฝนมันจะตกซะอย่างมันก็ตกแหละครับ  ผมว่าทางที่ดีหันมาใส่ใจ”ใจ”ของเราดีกว่า  ลองสังเกตว่ามันถูกแขวนไว้ถูกที่หรือยัง  ลองแขวนมุมนู้นบ้าง  มุมนี้บ้าง  สักวันหนึ่งอาจจะเจอมุมที่ฝนสาดไม่โดนทว่าแดดส่องถึง   แต่ถึงกระนั้นก็ควรตระหนักไว้เสมอว่าสภาพอากาศภายนอกเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน  วันดีคืนดีพายุอาจจะถล่มก็ได้  ถ้าเป็นผมผมจะเลือกแขวนใจไว้ใกล้ๆมือของผมเอง    วันดีคืนดีท่าไม่ดีผมจะได้เปลี่ยนที่แขวนใจของผมได้ทัน
รักมากไม่จำเป็นต้องเจ็บมากเสมอไป  เพียงแค่แขวนใจให้ถูกที
ขอให้มีความสุขกับการรักนะครับ ^ ^

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ชีวิต ความฝัน คุณค่า ความหมาย




การอ่านหนังสือเป็นหนทางการเรียนรู้ที่ชาญฉลาด  แทนที่จะเสียเวลาทั้งชีวิตในการลองผิดลองถูก  เราก็เรียนรู้จากสิ่งที่คนอื่นลองผิดลองถูกทั้งชีวิตซะเลย  หนังสือหนึ่งเล่มเพียงไม่กี่ร้อยหน้า  อาจรวบรวมสิ่งที่คนรุ่นก่อน ค้นหา ค้นพบและเรียนรู้สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน  ประสบการณ์จากเมื่อสองพันปีที่แล้วพร้อมจะถูกต่อยอดโดยคนรุ่นใหม่  หนังสือช่วยพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์  และพัฒนามนุษย์ให้เป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น

แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง  การอ่านหนังสือมาเป็นพันๆเล่ม  ก็ยังไม่เทียบเท่าการได้ลองเดินทางด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่ง

สมมติว่าปลาตัวหนึ่งมีเพื่อนเป็นกบฝูงใหญ่ๆ  กบทุกตัวมาเล่าให้ปลาฟังว่าบนบกเป็นอย่างไร  เจ้าปลาฟังเที่ยวแล้วเที่ยวเล่าฟังมุมของกบตัวโน้นทีตัวนี้ทีจนจำขึ้นใจทุกรายละเอียด  จากนั้นปลาก็เอาเรื่อง บนบก ไปเล่าให้เพื่อนที่เป็นปลาฟังอีกที  ปลาเล่าตามที่จำขึ้นใจได้ทุกคำ  ตอบข้อสงสัยของเพื่อนปลาได้ทุกคำถาม(เพราะปลาก็เคยถามกบมาหมดแล้ว)  เพื่อปลาอาจจะร้องว่า “อ๋อ บนบกมันเป็นอย่างนี้นี่เอง”

แต่ลองคิดดู  บนบกในมโนภาพของกบซึ่งมาจากประสบการณ์จริง  กับบนบกของปลาและเพื่อนปลาที่มาจากการบอกเล่าต่อกันเป็นทอดๆ  จะเหมือนกันหรือไม่  ถึงจะเล่าเหมือนกันทุกคำแต่ “บนบก” ในมโนภาพของทั้งสามอาจจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้า  เมื่อเพื่อนเราไปเที่ยวที่ไหนก็สามารถบันทึกภาพและเสียงกลับมาให้เราที่ไม่เคยไปได้รับชม   ถึงเราจะดูจนเก็บได้ทุกรายละเอียดก็ยังรู้สึกว่ามีบางส่วนที่ไม่ได้รับการเติมเต็ม  ซึ่งจะเติมเต็มได้ด้วยวิธีเดียวเท่านั้น นั่นคือ ต้องลองไปเอง

ทุกวันนี้เราดูละครเราอาจจะเห็นฉากที่คน โกรธกัน รักกัน สุขใจ เศร้าใจ  เราดูแล้วรู้ว่ามันเป็นแบบนี้  แต่จะเข้าจริงๆหรือไม่ว่าเวลาเจอกับตัวเองมันเป็นอย่างไร   บางคนอาจจะมองคนกำลังอกหักว่า โง่จัง  จมอยู่กับเรื่องเก่าๆอยู่ได้ไม่รู้จักเดินต่อไปข้างหน้า  ซึ่งถ้าไม่เจอกับตัวเองก็คงไม่เข้าใจหรอกว่าอาการกินไม่ได้นอนไม่หลับมันเป็นอย่างไร  ผมอ่านชีวิตบุคคลที่ผมอยากเป็นจนรู้ว่ามันเป็นยังไง  แต่ผมจะเข้าใจความรู้สึกของการได้เป็นคนๆนั้นจริงๆเหรอ  คุณมีความฝัน  คุณจินตนาการว่าได้ทำมันจนเห็นภาพตัวคุณเองไปยืนอยู่ตรงนั้นแล้วก็จบ   มันจบแค่นี้จริงๆเหรอ

บางทีชีวิตอาจไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการตอบคำถาม  คำถามที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคืออะไร และตอบไม่ได้ด้วยคำตอบ  พจนานุกรมอาจบอกได้ว่า “ชีวิต” แปลว่าอะไร  แต่ถ้าอยากรู้ความหมายและตระหนักถึงคุณค่า  ก็คงต้องออกไปค้นหาเองด้วยกันลองใช้ชีวิตแลทำตามความฝัน