วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ศิลปิน



เขายืนขับร้องพลางดีดกีต้าร์โปร่ง รถราที่สัญจรผ่านไปมาทำให้อากาศไม่บริสุทธิ์ ไหล่รับน้ำหนักจากสายสะพาย ผิวทนรับการแทงจากแสงแดดยามเย็นที่ไร้ความปราณีราวแสงแดดยามบ่าย เขาสวมแว่นกันแดด เสื้อยีนส์แขนยาว กางเกงยีนส์หัวเข่าขาด และรองเท้าผ้าใบ แทบเท้าเบื้องหน้าวางซองกีต้าร์เปิดอ้าไว้เผยให้เห็นเศษเงินย่อยๆทั้งเหรียญและแบ็งค์กระจัดกระจายอยู่ในนั้น ที่แห่งนี้คือที่ประจำในการขายเสียงขายอารมณ์ หน้าตบาดที่ผ้าใบกันสาดขึงพรืดเรียงเหมือนเป็นม่านมุก พื้นยกขึ้นต่างระดับมแม่ค้าชาวเขาสี่ห้ารายวางแผงขายลิ้นจี่ บางคนกระเตงลูกน้อยมาด้วย
“เพราะฉันไม่รวยเหมือนเขา เธอจึงลืมรักที่เราเคยมีให้กัน”
เขาไม่ถนัดการนำเพลงร่วมสมัยมาขับร้อง ส่วนใหญ่เพลงที่เขาร้องจะเป็นเพลงที่เขาแต่งขึ้นเอง และเพลงที่เขาแต่งส่วนใหญ่ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริง เพลงนี้กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ที่สะเทือนใจที่สุดในชีวิต เธอชื่อ หวิว เพลงนี้ก็ชื่อ หวิว แต่เขาไม่กล้านำเอาชื่อนี้ไปใส่ในเนื้อเพลง เพราะรู้สึกสมเพชตัวเองเกินกว่าจะให้คนอื่นหรือแม้กระทั่งตัวเองได้ฟัง
สวรรค์เล่นตลกให้เธอเดินผ่านมาพอดี ผมดำยาวปล่อยสยายแกว่งไปตามจังหวะเดิน ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลกว่าเมื่อก่อน ชุดกระโปรงสีขาวขับเน้นสัดส่วนอวบอัดใต้ร่มผ้า กำไลข้อมือทองและแหวนเพชรเจ็ดกะรัตบนนิ้วนางซ้ายนั้นเป็นเครื่องตอกย้ำความน่าสมเพชของเขา เธอเดินหัวเราะกระซี้กระซิกเคียงคู่ชายวัยกลางคน ผมบนศีรษะเริ่มบางหนังศีรษะสะท้อนแสง ถึงใบหน้าจะเริ่มเหี่ยวย่นแต่ก็ยังคงเค้าโครงของคนหน้าตาดีเอาไว้อย่างชัดเจน สวมเสื้อเชิร์ตแขนยาวสีฉูดฉาดดูมีราคา กระดุมตรงคอแบะออกให้เห็นสร้อยคอทองคำ เขาเหลือบไปมองคู่รักต่างวัยคู่นี้แวบหนึ่งแล้วรีบหลบตาไปทางอื่นแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น เขาพร่ำบอกตัวเองว่าเธอไม่ใช่ หวิว คนเดิมที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว ทางคู่รักต่างวัยก็เหลือบมามองเขาวูบหนึ่ง จากนั้นก็หันไปมองทางอื่นแสร้งทำเป็นไม่เห็นเช่นกัน เขาพยายามทำตัวให้เป็นธรรมชาติที่สุด แต่เสียงดีดกีต้าร์เพี้ยนมันก็ยิ่งฟ้องให้เห็นว่า ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน
เขาร้องเพลงแลกเศษเงินไปวันๆ ตอบสนองความฝันและอุดมการณ์ส่วนตัว แต่ไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการพื้นฐานโดยเฉพาะท้องไส้ วันนี้เขาหาเงินได้ไม่ถึงร้อยบาท เขามีความคิดจะมีชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเอง แต่ตอนนี้เขาจำเป็นต้องพึ่งครอบครัวอยู่ เขาเดินกลับบ้าน
สวนย่อมในรั้วบ้านเขียวชอุ่มชุ่มชื่น สระน้ำขนาดย่อมใสแลเห็นปลาคาร์ฟหลากสีตัวอ้วนพี ติดกับตัวบ้านสามชั้นที่ทอดตัวยาวราวคฤหาสถ์คือโรงจอดรถ จอดรถยี่ห้อหลายสิบล้านไว้หลายคัน แยกไปอีกส่วนหนึ่งป็นบ้านขนาดย่อมของคนสวน ลุงบุญมี คนสวนประจำบ้านกุลีกุจอออกมาเปิดช่องเล็กๆของประตูรั้วให้เขาเดินเข้าไป เขาเดินผ่านสนามหญ้าที่ขนาบถนนสายเล็กๆที่นำไปสู่หน้าบ้านและลานจอดรถ หน้าทางขึ้นบ้านเป็นวงเวียนให้รถวน ประตูเป็นไม้สองบานขนาดใหญ่ สลักเสลาลวดลายและประดับด้วยอัญมนีสีแดงกับเขียว พื้นหินอ่อนสีดำและเสาที่ตกแต่งตามแบบศิลปะของโรมัน เขาเดินเข้ามาพร้อมกับความรู้สึกสะอิดสะเอียน ความมั่งคั่งเหล่านี้ได้มาจากการเหยียบย่ำคนจนหลายชีวิตอย่างไม่เห็นหัว ตอนนี้เบื้องหน้าของเขาคือบันไดขนาดใหญ่ที่ทอดตัวไปพักบนชั้นลอยก่อนจะทอดต่อไปถึงระเบียงชั้นสอง เขาเดินผ่านบันไดไปทางขวามือ ผ่านประตูห้องครัวที่เหล่าคนใช้รับประทานอาหารพลางส่งเสียงคุยกัน เข้าประตูไปสู่ห้องรับประทานอาหารที่ถูกจัดแต่งอย่างประณีตและมีรสนิยม ที่โต๊ะใต้โคมระย้าผลึกคล้ายคริสตอลนั้น หวิวและสามีของหล่อนนั่งรออยู่ ทั้งคู่นั่งตรงข้ามกัน เขามองดูภาพเบื้องหน้า ถอนหายใจ ก่อนจะเดินเข้าไปหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้หัวโต๊ะ
“กลับมาแล้วหรือ”ชายวัยกลางคนเอ่ยถามโดยไม่มองหน้า เขาไม่ตอบ ชายวัยกลางคนพูดต่อ “มา งั้นเรามาทานกันเลยดีกว่า กับข้าวเย็นหมดแล้ว”
“อันที่จริงไม่จำเป็นต้องรอผมก็ได้ ผมกินข้าวเหลือของคนใช้ได้”เขาตอบพลางมองไปยังหวิว หล่อนลงมือรับประทาน ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการกลัวแต่อย่างใด
“พ่ออยากรู้จริงๆว่าเมื่อไหร่แก่จะเลิกทำตัวบ้าๆแบบนี้ซะที”
“ผมไม่ได้บ้าครับ ผมมีอุดมการณ์ของผม”เขาตอบ
“แกเพี้ยนเหมือนแม่แกไม่มีผิด”ชายวัยกลางคนพูดพลางส่ายหน้า
เขายังจ้องมองหวิวราวกับจะพูดกับหล่อน “เพราะพ่อเป็นแบบนี้ แม่ถึงทนไม่ได้ไงล่ะ”
“ฉันมากกว่าที่เป็นฝ่ายต้องทน และตอนนี้ฉันก็ชักจะทนกับความบ้าของแกไม่ไหวแล้วนะ ฉันต้องอับอายขายขี้หน้าเขาที่มีลูกชายสติกลับ”
“พ่อฆ่าแม่”เขาตอบกลับด้วยประโยคสั้นๆ
“เหลวไหล!”
“คุณคะ ใจเย็นๆค่ะ”หวิวพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ
“เพราะพ่อ แม่ถึงฆ่าตัวตาย ตอนนี้พ่อได้เมียใหม่ สาวสวยกว่าแม่ พ่อคงสมใจอยากแล้วสินะ”
“แก!”ชายวัยกลางคนผุดลุกขึ้น เงื้อมมือจะตบหน้า
“พอแค่นี้เถอะทั้งสองคน”หล่อนลุกขึ้นห้าม
ชายวัยกลางคนมองมาที่ภรรยาสาวอย่างเกรงใจ ระงับโทสะจนตัวสั่น ก่อนจะทิ้งมือเดินสะบัดออกจากห้อง หวิวทำท่าจะเดินตามไป แต่เขาลุกขึ้นฉวยข้อมือเธอไว้
“หวิว”เขาเรียกชื่อเธออย่างเลื่อนลอย สัมผัสนุ่มๆของมือข้างนี้ทำให้เขาหวนระลึกถึงมือข้างที่เขากุม ในยามที่กระซิบพลอดรักกับหล่อน เขามองเข้าไปในดวงตาเธอ เหมือนพยายามจะหา หวิวคนเก่า ให้เจอ
“ปล่อยนะลูก”เธอสลัดข้อมือออกจากการกุม ทำเอาหัวใจเขาหล่นไปกองตรงตาตุ่ม เธอสบตาเขาอีกครั้งอย่างหวาดหวั่น แต่พอเห็นความสั่นระริกของเขา แววตาของหล่อนก็แข็งกร้าวขึ้น
“ลูก”เขาทวนคำๆนี้อย่างปวดร้าว “ให้ผมตายยังจะดีกว่าให้คุณมาเป็นแม่ผม”
“ฉันไม่อยากให้เธอตาย เพราะตอนนี้เธอก็ถือเป็นลูกชายฉันเหมือนกัน ทำใจยอมรับความจริงซะเถอะนะ”
เธอเดินออกจากห้องไปอย่างไม่มีเยื่อใย เขามองตามหลังเธอออกไป ถึงจะรู้สึกเกลียดมันมากเพียงใดแต่ตอนนี้เขาได้แต่ยอมรับว่าพ่ายแพ้ให้กับอำนาจของมันอย่างสมบูรณ์แบบ

ปล. เอื้อเฟื้อรูปภาพจาก http://www.aeawthatsong.com/node/88 ขอบคุณครับ

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความฝันของฉัน...ไอศกรีมป่าตัน


ความฝันของฉัน…ไอศกรีมป่าตัน

กิ๊ง กิ๊ง กิ๊ง
กว่าสัปดาห์แล้วสินะที่ฉันไม่ได้ทานไอศกรีมป่าตัน ฉันก็ไม่ได้ชอบไอศกรีมเป็นชีวิตจิตใจนักหรอก แต่เมื่อกี้ ตอนที่ฉันอยู่ในภวังค์บนเตียงนอน ฉันเห็นตัวฉันชูไอศกรีมแล้วสัญญากับตัวเองว่า จะกินไอศกรีมป่าตันให้ได้ ฉันเผอเปลือกตาขึ้นในห้องนอนแสงสลัว ฟูกนุ่มสบายดีแท้ เสียงกระดิ่งรถไอติมดังถี่ๆเน้นๆ สมองสั่งการว่า “ฉันต้องกินไอศกรีมป่าตัน” แต่ร่างกายมันขี้เกียจขยับ เสียงกระดิ่งแผ่วเบาลงเพราะรถไอติมเคลื่อนที่ห่างออกไป ห่างออกไป ออกไป ฉันพลันตัดสินใจได้ว่าฉันจะต้องกินไอศกรีมป่าตันให้ได้ ฉันลุกพรวดขึ้นจากที่นอน ควานหาและหยิบเงินจำนวนหนึ่งจากกระเป๋าสตางค์แล้ววิ่งพรวดออกจากบ้านไป
ฉันยืนอยู่หน้าบ้าน ริมถนนในซอย รถไอติมเลี้ยวหายลับตาตรงปากซอยข้างหน้า ห่างไปหลายร้อยเมตรอยู่ ฉันตัดสินใจวิ่งตามไป เสียงรองเท้าแตะดังเตาะแตะ นกกระจอกตัวผู้ตัวหนึ่งบินถลาบินลงมาเคียงข้างฉัน
“นี่เธอกำลังจะวิ่งไปไหนเหรอ”
“ฉันจะกินไอศกรีมป่าตัน”
“ไม่อร่อยหรอกไอศกรีม เชื่อฉันเถอะ แวะซื้อขนมปังนมข้นข้างหน้านี่ดีกว่า”
รสชาตินมข้นหวานมันลิ้นพลันหวนระลึกขึ้นมา ฉันแวะซื้อและลิ้มรสชาติมันทันที กระเพาะหมดเนื้อที่ไปกว่าครึ่ง เงินก็หายไปกว่าครึ่ง
“เป็นไง อร่อยไหม”
“อร่อย แต่ยังไม่แล้วใจ ฉันยังไม่ได้กินไอศกรีมป่าตัน”
ฉันวิ่งต่อ นกกระจอกบินจากไป ฉันเลี้ยวพ้นหัวมุมปากซอยมาแล้ว หนทางข้างหน้ามีหนทางเข้าซอยต่างๆเรียงรายเต็มไปหมด รถไอติมหายแต่ยังแว่วเสียงกระดิ่ง ฉันวิ่งไปตามเสียงกระดิ่งนั้น นกกระจอกกลับมาหาฉันพร้อมลูกเมียของมัน
“จะวิ่งไปซื้อไอศกรีมเหรอจ๊ะ”แม่นกกระจอกถาม
“เด็กสมัยนี้เขาไม่กินไอศกรีมรถเข็นกันแล้ว”พ่อนกกระจอกบอก
“ช่าย เดี๋ยวนี้เขาเล่นเกมออนไลน์กันแล้ว ร้านเกมอยู่ข้างหน้าทางซ้ายมือนี่เอง”ลูกนกกระจอกร้องสนับสนุน
ฉันแวะเข้าร้านเกม ป้ายโปสเตอร์โฆษณาเกมออกใหม่น่าเล่นแปะตามกระจก แอร์เย็นฉ่ำดับความร้อนจากไอแดดยามเที่ยง ลูกค้าแต่ละคนก็ดูมุ่งมั่นอย่างมีจุดหมายอยู่หน้าจอ ยิ่งทำให้ฉันอยากเล่นด้วยเข้าไปใหญ่ ฉันเกือบจะควักเงินให้เจ้าของร้านอยู่แล้ว แต่ก็เปลี่ยนใจเดินออกมา
“อ้าว ไม่เล่นเกมเหรอจ๊ะ”
“ไม่ ฉันจะเก็บเงินไว้ไปซื้อไอศกรีมป่าตัน ฉันจะกินไอศกรีมป่าตัน”
“เธอนี่น้า”พ่อนกส่ายหัว
เสียงกระดิ่งหายไปแล้ว ตอนแรกกะจะหันหลังเดินกลับบ้าน เผอิญเหลือบไปเห็นหอยทากตัวหนึ่งกำลังคืบคลานอย่างร้อนรุ่ม ฉันจึงตรงเข้าไปถาม
“สวัสดีหอยทาก เห็นรถไอติมผ่านมาทางนี้บ้างไหม”
“เอ ขอฉันนึกก่อนนะ… อ้อ เลยไปอีกสามซอยแล้วเลี้ยวเข้าทางขวามือ”
ฉันวิ่งไปตามที่หอยทากบอก วิ่งต่อไปอีกระยะหนึ่งกึงสี่แยกเล็กๆ ฉันไม่ได้ยินเสียงกระดิ่งรถไอติมเลย ได้ยินแต่เสียงจ้อกแจ้กจอแจของกลุ่มนกพิราบที่จับกลุ่มคุยกันเรียงรายบนสายไฟ ฉันมองทางซ้ายที ทางหน้าที ทางขวาที เหงื่อสี่หาสายไหลผ่านต้นคอ ร้อนจริงๆ ฉันเริ่มหันไปมองข้างหลังบ้างแล้ว
“อ้าว เธอจ๋า มายืนทำอะไรกลางสี่แยกนี่ล่ะจ๊ะ อากาศก็ออกจะร้อน”นกพิราบตัวหนึ่งถาม ทำให้ตัวอื่นๆหยุดคุยกันแล้วหันมามองฉัน
“ฉันกำลังตามหารถไอติมอยู่ ไม่รู้ว่าไปทางไหน เธอช่วยบอกหน่อยได้ไหม”ฉันถาม
“จะหาไปทำไม ทางมีให้เลือกตั้งสามทาง ถ้าไปผิดทางก็จะเสียเที่ยวเปล่าๆ”
“เมื่อกี้พวกเราคุยกันอยู่ ไม่ทันสังเกตว่ารถไอติมไปทางไหน เผลอๆอาจจะไม่ผ่านมาทางนี้เสียด้วยซ้ำ”
“ฉันว่า รถไอติมน่าจะไปทางซ้ายนะ
“แต่ฉันว่ารถไอติมไปทางขวาล่ะ”
“เอาอย่างนี้ดีกว่า”นกพิราบตัวหนึ่งสรุป “เธออย่าไปเสียเวลาตามหารถไอติมอีกเลย ดูเหงื่อบนหน้าเธอสิโชกเชียว ขืนตามหาต่อไปแล้วหาไม่เจอจะลำบากเปล่าๆ”
“แต่ ฉันอยากกินไอศกรีมป่าตัน”ฉันพูดอ้อมแอ้ม
“ไอศกรีมกินไปก็เท่านั้นแหละ เข้าไปตากแอร์เย็นๆในร้านเกมสักชั่วโมงดีกว่า มีความสุขกว่ากันตั้งเยอะ”
ฉันเริ่มเห็นคล้อยตามคำแนะนำของนกพิราบ แดดยิ่งเผา เหงื่อก็ยิ่งเหนียวตัว ฉันตัดสินใจก้มหน้าแล้วหันหลังเดินกลับ ขณะนั้นเองฉันก็สวนทางกับเต่าตัวหนึ่งที่ตั้งหน้าตั้งตาเดินต้วมเตี้ยมไม่หยุด
“สวัสดีเต่า ไปไงมาไงเนี่ย”ฉันทัก
“มีคนซื้อฉันจากแม่ค้ามาปล่อย ฉันกำลังหาทางกลับบ้านไปหาครอบครัวอยู่”
“แล้วบ้านเธออยู่ทางไหน”
“ฉันก็ไม่รู้ แต่ฉันตั้งใจจะเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ”
ฉันหยุดเดินแล้วเหลียวหลังมองดูเต่าเดินต้วมเตี้ยมต่อไป
“เดินต้วมเตี้ยมแบบนี้ชาติหน้าคงถึงนะ ฮ่าฮ่า”นกพิราบดูถูก
“ฉันใช้เวลาบินเพียงแค่ลัดมือเดียวก็ไปไกลกว่าที่เธอเดินทั้งวันแล้ว”
“เลิกเถอะ กลับไปนอนแช่น้ำในท่อระบายน้ำดีกว่า สบายกว่าตั้งเยอะ”
เต่ายังเดินต่อไปเหมือนไม่ได้ยินคำพูดและเสียงหัวเราะทั้งมวลของพวกนกพิราบ ฉันเปลี่ยนใจกลับหลังหันแล้วเดินต่อไปข้างหน้า ฉันเดินเข้าไปอุ้มเต่าขึ้นแล้วรีบวิ่งให้พ้นจากเสียงนกพิราบ
“ฉันจะพาเธอไปส่ง จะได้เร็วขึ้น”ฉันบอก
“ได้โปรดวางฉันลงเถอะ”เต่าวิงวอน “โปรดเคารพความตั้งใจของฉัน และความตั้งใจของตัวเธอเองด้วย”
ฉันคิดตามที่เต่าพูดแล้วจึงวางเต่าลง เอ่ยคำบอกลาสองสามคำแล้วฉันก็วิ่งต่อไป หวังว่าเจ้าเต่าจะสมหวังดั่งที่ตั้งใจไว้นะ ฉันวิ่งต่อไปข้างหน้า นี่คือทางที่ฉันเลือกแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่มั่นใจว่าจะไปเจอรถไอติมหรือไม่
และแล้วฉันก็ได้ยินเสียงกระดิ่งรถไอติมแว่วๆ ฉันหยุดวิ่งแล้วเงี่ยหูฟัง เมื่อจำแนกทิศทางได้แล้วก็วิ่งไปตามที่มาของเสียง วิ่งเข้าออกซอยไปมาอยู่หลายตลบ สุดท้ายรถไอติมก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าฉัน ห่างออกไปราวหนึ่งร้อยเมตร รถขายไอติมหยุดขายให้กับเด็กสองคน ฉันจ้ำอ้าวเตาะแตะไปที่รถไอติม พอไปถึงก็พักหอบครู่หนึ่ง ก่อนที่จะโพสต์ท่าแห่งชัยชนะออกมา ฉันจะได้กินไอศกรีมป่าตันแล้ว ดีใจที่สุดในโลกในตอนนี้เลย
“จะเอาอะไรดี”ลุงขายไอติมถามฉัน พร้อมกับรอยยิ้ม
“เอ่อ …เอา อ้าว! นี่มันไม่ใช่ไอศกรีมป่าตันนี่”
“ก็มันไม่ใช่น่ะสิ”ลุงขายไอติมหัวเราะ “นี่มันไอศกรีมป่าละเมาะ อร่อยไม่แพ้ป่าตันเลยล่ะ”
“ไม่ใช่ไอศกรีมป่าตันจริงๆหรือลุง”ความหวังของฉันเริ่มริบหรี่
“ไอศกรีมป่าละเมาะนี่แหละ อร่อยไม่แพ้กัน”
ฉันสับสนและทบทวนความฝันของฉัน ฉันชักจะไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่ฉันตั้งใจไว้คืออะไรกันแน่ ระหว่างกินไอศกรีมป่าตันกับการวิ่งตามรถไอติมคันนี้จนทันและซื้อไอศกรีมจากรถไอติมคันนี้
“จะเอาอยู่ไหม”
ฉันตัดสินใจแล้ว “ขอใส่ขนมปังอันหนึ่งแล้วกันลุง” แล้วฉันก็ทุ่มทุนเกลี้ยงกระเป๋า แลกกับรสชาติหวานมันหอมขึ้นจมูก รถไอติมค่อยๆเยื้องย่างจากไป ฉันก็เดินทางกลับบ้านของฉัน ฉันตอบตัวเองไม่ได้ว่าตอนนี้แล้วใจแล้วหรือไม่ แต่ได้แค่นี้ฉันก็พอใจแล้ว มันถือเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่ง จะโทษตัวเองเพียงเพราะรถไอติมคันนั้นไม่ใช่ไอศกรีมป่าตันก็คงไม่ถูกนัก มันเป็นสิ่งที่นอกเหนือการควบคุม ฉันพยายามจนถึงที่สุดแล้ว คู่ควรกับรางวัลชิ้นเล็กๆชิ้นนี้
ขณะนั้นนกกระจอกสามพ่อแม่ลูกตัวเดิมก็บินผ่านมาทางฉันพอดี
“ได้กินไอศกรีมสมใจอยากแล้วสินะ”พ่อนกทักอย่างชื่นชม
“ถึงฉันจะได้กินไอศกรีม แต่ก็ไม่ใช่ไอศกรีมป่าตันอย่างที่ฉันฝันไว้”
“อย่าไปคิดหยุมหยิมนักเลย มันก็ไอศกรีมเหมือนกัน เธอคือผู้ประสบความสำเร็จแล้ว”
“งั้นเหรอ ขอบคุณนะที่แนะนำ” ฉันกล่าวลา นกกระจอกสามพ่อแม่ลูกก็บินจากไป ฉันเดินทอดน่องสบายๆตามทางที่นำฉันกลับบ้าน
กิ๊ง กิ๊ง กิ๊ง
ขณะนั้นฉันได้ยินเสียงกระดิ่งของรถไอติมอีกคัน ฉันไม่สนใจอีกแล้ว เพราะตอนนี้ฉันมีไอศกรีมป่าละเมาะอยู่ในมือ ละลายให้รสชาติหวานมันอยู่ในปากอีกด้วย ฉันเดินสวนกับรถไอติมคันนั้น
“ไอศกรีมป่าตันจ้า ไอศกรีมป่าตันอร่อยๆ ช้าหมดอดจ้า”
ฉันหูผึ่งรีบหันไปมองตามรถไอติมคันนั้น มือล้วงควานหาเงินในกระเป๋าแต่หาไม่เจอแม้แต่บาทเดียว ใจหนึ่งบอกฉันว่าพอแค่นี้เถอะ ได้กินไอศกรีมสมใจอยากแล้ว อีกใจหนึ่งก็คอยเตือนว่า สิ่งที่เคยฝันไว้กับลังหลุดลอยห่างออกไปอย่างช้าๆ หลังจากการตัดสินใจเลือกอย่างยากเย็น สุดท้ายฉันก็วิ่งตามไปถึงรถไอติมคันนั้น
“ลุงรอนี่เดี๋ยวนะ”
ฉันโยนไอศกรีมป่าละเมาะทิ้งแล้ววิ่งกลับบ้านอีกครั้ง เพื่อไปเอาเงินมาซื้อไอศกรีมป่าตัน

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ท้องฟ้าสีเทา




ในยามที่อารมณ์และความคิดไม่มั่นคง ผมมักจะแหงนหน้ามองท้องฟ้า
ท้องฟ้าผืนเดียวกัน ควาเข้มแสงไม่ต่างกัน แต่สีท้องฟ้าที่แต่ละคนเห็นไม่เหมือนกัน
ในวันเดียวกัน อาจเป็นได้ทั้งวันที่แสงแดดเจิดจ้าหรือฝนฟ้าคะนองสำหรับใครบางคน
สำหรับผมแล้ววันที่ฟ้าอึมครึม เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่ดีนัก
เป็นเงื่อนไขคล้ายกับกรณีแบรนด์เนมสินค้า หรือดาราการันตีคุณภาพหนัง
ท้องฟ้าสีเทามักจะตามมาด้วย ดวงที่ไม่ดี และความท้อแท้
แต่สำหรับผมแล้ว ท้องฟ้าสีเทาช่างเป็นสีที่สวยงาม
เหมือนโศกนาฏกรรมรักที่ทำให้หลั่งน้ำตา และตราตรึงใจ
ผมหลงรักท้องฟ้าสีเทา เพราะหลงไหลในความงามของมัน
ความงามนั้น ทั้งที่เราเทิดทูนบูชา แต่ก็มักจะทำร้ายเราอยู่เรื่อยไป
ความงามของฟ้าสีเทา ทำให้ผมสะเทือนใจ คล้ายหัวใจถูกโอบกอดด้วยสายลมฝน
นี่คงเป็นเหตุผลที่ผมเต็มใจมีชีวิตอยู่ ในวันท้องฟ้าสีเทา

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

The Animal



เรื่อง The Animal
“เราจะมาติดตามชีวิตกระทิงป่าแห่งทุ่งหญ้าสะวันนากันนะครับ”จอห์นพูด เขาหมอบอยู่ในกอหญ้าสีทองกับตากล้องหนึ่งคน ลูกทีมกล้ามใหญ่ชาวแอฟริกาอีกสองคนชื่อ ซูเต กับ ดิจิมอนจิ
“พวกมันอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ มีจ่าฝูงเป็นเพศผู้ที่แข็งแรงที่สุดหนึ่งตัว ลูกฝูงส่วนใหญ่เป็นเพศเมีย… โอ้ว! ดูนั่น จ้าวป่าสองตัววิ่งมาแล้ว” จอห์นร้อง ตากล้องจับภาพไปที่สิงโตสองตัววิ่ง ฝูงกระทิงแตกตื่นวิ่งหนี กระทิงหนุ่มสาวนำไปไกล ทิ้งกระทิงแก่ตัวหนึ่งไว้ให้สองสิงโตขย้ำ
“ถึงจะน่าเวทนา แต่เราก็ไม่สามารถทำอะไรกับกฎธรรมชาติข้อนี้ได้”จอห์นพากย์ “นั่น!! ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ หน่วยกระทิงกู้ภัยย้อนกลับมาแล้ว”
กระทิงหนุ่มห้าตัววิ่งกลับมา ขวิดสิงโตตัวที่ยืนคร่อมกระทิงแก่กระเด็น กระทิงหนุ่มสามตัวยืนประจันหน้า สองสิงโตลังเล อีกสามตัวพยุงร่างกระทิงแก่ เมื่อกระทิงแก่ดูท่าไปไม่รอด ห้ากระทิงหนุ่มก็ทิ้งกระทิงแก่ วิ่งหนีไป
“เป็นการตัดสินใจที่ถูก”จอห์นพูด
สองสิงโตทำจมูกฟุดฟิด หันหน้ามาทางกล้อง วิ่งมา
“มันได้กลิ่นอะไรบางอย่าง”
สองสิงโตวิ่งเข้ามาใกล้ ปากกระเพื่อม เขี้ยวเผยอ น้ำลายปลิวเล่นลมเป็นเส้น
“ชิบหายแล้ว!” จอห์นร้อง ตากล้องทิ้งกล้องพร้อมใจเผ่นแน่บพร้อมคณะ ดิจิมอนจิถูกขย้ำเป็นคนแรก ซูเตวิ่งหนีหายลับตา จอห์นปีนต้นไม้ต้นเล็กแต่สูงตนหนึ่งอย่างว่องไว ตากล้องพยายามปีนตามขึ้นมา แต่ถูกสิงโตงับได้
“จอห์นช่วยผมด้วย! จอห์น!! จอห์น!!!”ตากล้องแผดร้องโหยหวน ร่างถูกสิงโตขย้ำฉีกกิน จอห์นหลับตาปี๋ ซบหน้ากับต้นไม้ร้องไห้ สักพักหนึ่งสองสิงโตอิ่มกับสองคนกับกระทิงหนึ่งตัวก็จากไป สองสิงโตจากไปนานแล้วจอห์นค่อยลงมา จอห์นรี่ตรงไปที่กล้อง กอดกล้องไว้กับอก
“ผมไม่อยากเชื่อว่าผมจะรอดจากเหตุการณ์เลวร้ายนี้มาได้ ประสบการณ์ครั้งนี้ตีค่าไม่ได้จริงๆ”

วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553

โอ้ ความเบื่อ




ผมมีความเห็นว่า “ความเบื่อ” เป็นแรงผลักดันให้เกิดการทำกิจกรรมมากมาย เป็นแรงผลักดันในเชิงลบ ผู้คนส่วนใหญ่ดิ้นรนเพื่อจะหลุดพ้นจากอิทธิพลของมัน
ขอระบายหน่อยครับ วันนี้เรียนภาษาอังกฤษที่ AUA อาจารย์บ่าก้วยก๋า(แปลว่าฝรั่ง) เขาให้จับคู่กับผู้หญิงในชั้น จำลองสถานการณ์ว่าอยู่ในผับโดยการเปิดเพลงดังๆ แล้วให้เราพยายามพูดทำความรู้จักกับฝ่ายตรงข้าม
ประโยคหนึ่งจากคู่ของผมที่โดนใจผมมากก็คือ do you think it’s boring อื้อหือ.. จี๊ดโดนใจจนหน้าชา สมองมึนตึ้บไปชั่วขณะทีเดียวเชียวครับ ผู้อ่านที่เป็นวัยรุ่นชายราวๆมัธยมปลายน่าจะเข้าใจความรู้สึกของผมดีครับ เรื่องแบบนี้ผมว่ามันเป็นเรื่องศักดิ์ศรีตามธรรมชาติของวัยรุ่นชายเลยนะครับ
โดยส่วนใหญ่ที่ผมสังเกตเห็นและตัวผมเอง วัยรุ่นให้ความสำคัญของหน้าตาตนเองในสังคมค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่จะเป็นสังคมประเภทเพื่อน ยกตัวอย่างเช่น การตามแฟชั่น การใช้คำหยาบเป็นหางเสียง(เห้! เยะเข้!) วัยรุ่นก็ต้องการเกียรติในหมู่วัยรุ่นด้วยกัน คงไม่มีใครชอบหากถูกตราหน้าว่าเป็นคน น่าเบื่อ
ผมก็รู้ตัวว่าผมบ่อมีไก๊เรื่องพวกนี้ ผมก็พยายามเต็มทีแล้วมันก็ได้แค่นี้แหละครับ แต่ผมคิดว่าตัวเองพอจะมีไก๊เรื่องบ่นเป็นตัวอักษร เลยเลือกที่จะมาระบายความรู้สึกในบล็อกสะเลย
ผมพยายามคิดให้มีสาระด้วยนะครับ ผมคิดว่า “ความเบื่อ” ก็เป็นรูปแบบของความทุกข์อย่างหนึ่ง ไม่ต่างจากความเจ็บปวด ขออนุญาตเรียกว่า ความเบื่อ ก็เป็นวิภาวะตัณหา(สิ่งที่ไม่ให้อยากเกิด ธรรมมะธรรมโมนิดหน่อยอย่าเพิ่งหลับนะครับพี่น้อง!!)เช่นเดียวกับความเจ็บปวด
แต่สังคมเราให้ความสำคัญของความทุกข์สองอย่างนี้ไม่เท่ากันครับ ความเจ็บปวด ยิ่งผู้ใดแบกรับมากก็ดูเหมือนยิ่งได้รับการยกย่องว่ายิ่งใหญ่ อย่างเช่น พระเยซูไถ่บาปให้มนุษย์ ส่วน ความเบื่อนี่ ยิ่งใครแบกรับมันมากก็ยิ่งได้รับการดูถูกนะครับผมว่า และดูเหมือนทุกคนที่แบกรับก็ไม่มีใครตั้งใจจะแบกรับมันสักคน
พระอาจารย์เคยบอกไว้ว่า อยากจะพ้นทุกข์ก็ต้องเรียนรู้จากความทุกข์ ความเบื่อก็เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้เช่นกัน
ผมคิดว่าคนสมัยใหม่ที่ทำอะไรห่ามๆและดูถูกคนน่าเบื่อ ผมว่าลึกๆเขาก็กำลังกลัว “ความเบื่อ” และต้องทำอะไรสักอย่างเพื่ออยู่ห่างจากมันมากที่สุด
แต่หนีต่อไป จนแล้วจนรอดมันก็คงตามทันในที่สุด มีใครบางคนที่มีความรู้เคยบอกไว้ว่า จงเผชิญหน้ากับความทุกข์ด้วยการเรียนรู้มัน
เช่นนั้นแทนที่เราจะเอาแต่ดิ้นรนหนีความเบื่อ พวกเรามาหัดเรียนรู้มันบ้างดีกว่าครับ และโปรดให้โอกาสคนน่าเบื่อด้วย(ขอร้องล่ะครับ โฮๆๆ)
ผมก็ดีแต่พูดแสดงความคิดเห็นไปอย่างนั้นแหละครับ ตัวเองยังไม่ค่อยจะรอดเลย ใครมีความคิดเห็นอะไร ก็ลองแสดงกันได้นะครับ ดีไม่ดีว่ากันอีกทีครับ
ปล.บทความนี้เขียนคู่กับเรื่องสั้น “เดี๋ยวก็ชิน”ครับ มือผมยังไม่ถึง กลัวว่าผู้อ่านอ่านแล้วจะไม่เข้าใจว่าเรื่องสั้นต้องการสื่อถึงอะไร(หลักๆ) ขอบคุณที่อ่านนะครับ

เดี๋ยวก็ชิน

เดี๋ยวก็ชิน
ฉันโล่งใจเมื่อรวบรวมความกล้าประกาศตัวเองให้เป็นอิสระจากความแห้งเหี่ยว ณ ร้านอาหารตามสั่งร้านเดิม ที่นั่งประจำที่เดียวกันกับเมื่อสามเดือนก่อน ฉันคิดว่าเป็นการกระทำที่สมควรแล้ว ทุกคนมีอิสระเป็นของตัวเอง ฉันเลือกที่จะไม่จมปลักกับชายที่กำลังซบหน้าลงกับฝ่ามือร้องไห้คนนี้ ตลอดสามเดือนที่ผ่านมาการใช้ชีวิตร่วมกับเขาช่างซังกระตาย กิจวัตรประจำวันซ้ำๆซาก กลางวันไปทำงาน กลับมาก็หมกตัวอยู่แต่ในอพาร์ตเม้นท์ ฉันเบื่อที่จะเห็นเสื้อเชิร์ตขาวกางเกงสแล็คที่เขาใส่ได้ทุกวี่ทุกวัน เบื่อร้านอาหารร้านนี้ที่พามาทุกครั้งเมื่อต้องการเอาใจฉัน
“คุณว่าดีแล้วเหรอที่เราจะแยกทางกันอย่างนี้”
“ฉันมีทางเดินของฉัน”
“ขอโอกาสผมปรับปรุงตัวหน่อยได้มั้ย”
“คุณดีเกินไปสำหรับฉัน”
“ถ้าคุณต้องการเช่นนั้นก็แล้วแต่คุณ ผมไม่มีสิทธิไปห้าม แต่ถ้าคุณเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ผมก็ยินดีต้อนรับคุณกลับมาเสมอ”เขากางแขนออกทำท่าเหมือนจะโอบกอด
“คุณดีเกินไปจริงๆ”
ฉันชักขยาดผู้ชายประเภทมนุษย์เงินเดือนเสียแล้ว ก่อนหน้านี้ที่ฉันตัดสินใจคบเขา ก็เพราะเห็นว่าฐานะมั่นคงและเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ ในตอนแรกฉันอาจจะรักเขาจริงๆก็ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความคงเส้นคงวาจนเกินเหตุ และวิถีชีวิตที่เป็นรูปแบบของเขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกจองจำไปด้วย มันทำให้ฉันนึกถึงเพื่อนๆของฉัน สมัยที่คบกันเราสนุกสุดเหวี่ยง ซ้อนมอเตอร์ไซต์ตระเวนราตรี ปลดปล่อยอารมณ์ตามสถานเริงรมย์ เราในฐานะผู้ใช้ชีวิตมีหน้าที่แสวงหาความสุข แล้วจะไปทนกับความเบื่อที่ไร้สาระเหล่านั้นทำไม
ฉันได้มาสนุกกับเพื่อนๆอีกครั้ง ฉลองวันปลดปล่อยพันธะทางหัวใจให้กับตัวเอง ทั้งๆที่จากกันตั้งนานน่าจะมีเรื่องอยากเมาท์กันให้แซ่ด แต่ทำไมฉันถึงคุยกับเพื่อนไม่ค่อยติดก็ไม่รู้ แสงสีวูบวาบท่ามกลางความมืดและความเบียดเสียด ชายหนุ่มรูปลักษณ์โดดเด่นคนหนึ่งเดินฝ่าฝูงชนมาจากโต๊ะอีกฟากหนึ่ง เรือนร่างของเขากระตุ้นความเร่าร้อนของฉันทันทีที่เห็น อีกทั้งใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มเหมือนเสือขี้เล่นนั้นอีกเล่า
“เต้นกับผมไหมครับ”
ฉันเล่นตัวเล็กน้อยก่อนจะตกลงให้เขาจูงมือเดินไปที่ฟลอร์ ฉันสวมเดรสสีแดงรัดรูปมาวันนี้ก็เพราะกะจะแผลงฤทธิ์อยู่แล้ว ทว่าสามเดือนที่ฉันจมปลักกับความแห้งเหี่ยว เหมือนกับว่าฉันถูกสูบความสุนทรีย์ออกไปจากหัวใจจนเกือบหมด เขาเต้นกับฉันสักครู่หนึ่งก็ยิ้มแห้งๆ กล่าวขอบคุณก่อนจะเดินไปหาเหยื่อรายใหม่ ฉันรู้สึกหน้าชาแต่ก็พยายามมองโลกในแง่ดีปลอบใจตัวเอง กลับไปนั่งโต๊ะกับเพื่อนๆ เพื่อนๆไม่ได้พูดถึงฉัน และทำเป็นไม่ได้สนใจฉัน วิจารณ์ผู้ชายคนนู้นทีคนนี้ทีแล้วก็หัวเราะกระซี้กระซิก ฉันก็พยายามกู้ความมั่นใจของตัวเองกลับมาด้วยการยิ้มและหัวเราะฝืนๆผสมโรงกับเพื่อน เมื่อก่อนฉันเปรียบเสมือนดาวเด่นของกลุ่ม แต่วันนี้กลับมากลายเป็นตัวประกอบไปเสียได้ ฉันพยายามยิ้มกับตัวเองและไม่คิดมากกับมัน แต่มันก็เป็นแค่การหลอกตัวเองทั้งๆที่รู้คำตอบอยู่แก่ใจ
ก่อนจะกลับฉันเห็นหนุ่มคนที่เต้นกับฉัน โอบเอวเพื่อนของฉันคนหนึ่งพากันเดินออกจากผับ เพื่อนฉันคนอื่นๆก็หัวเราะต่อกระซิกซุบซิบกันว่า พาไปต่อที่อื่นแหงๆ ไม่มีใครสนใจฉัน ฉันล่ำลากับเพื่อนอยากลวกๆตามประสาคนรู้จักก่อนจะกลับออกมา ฉันว่าอากาศหนาวเกินกว่าจะโชว์ไหล่เปลือยเปล่า หรือต้นขาขาวๆ ตอนนี้ฉันไม่อยากให้ผู้ชายคนไหนมาทักหรือทำความรู้จักเพราะไม่มีความมั่นใจว่าจะทำให้อีกฝ่ายพอใจได้หรือไม่ ฉันเข้าห้องน้ำและเปลี่ยนจากเดรสสีแดงเป็นชุดลำลองธรรมดา
ฉันกลับไปยังอพาร์ตเม้นท์ ที่ๆฉันจมปลักกับความแห้งเหี่ยวอยู่กว่าสามเดือน ประตูยังเปิดอ้าค้างไว้ และเขาก็ยืนรออยู่ เขาส่งยิ้มให้ กางแขนออกทำท่าเหมือนจะโอบกอด เหมือนประตูขุมนรกที่นำไปสู่ความเบื่อหน่ายซังกะตาย ฉันเข้าประตูไปซุกกายอยู่กับอ้อมอกมัจจุราช ประตูนรกปิดเข้าหากันกระชับแผ่นหลังของฉันไว้
“ไม่ว่าจะกี่ครั้งๆ ผมก็มั่นใจว่าคุณจะกลับมาหาผมเสมอ”
เพระเหตุนี้ล่ะมั้งเขาถึงเปิดประตูไว้และยืนรออยู่ ฉันพริ้มตาสัมผัสมือกับแผ่นหลังของเขา นรกขุมนี้ยังถือว่าอบอุ่นเมื่อเทียบกับขุมอื่นๆข้างนอกนั่น …..อยู่ๆไปเดี๋ยวก็ชินเอง

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553

เด่นด้วยดี มีบ้างไหม

คุณเคยอยากเป็นที่สนใจของคนอื่น หรืออยากให้ใครคนหนึ่งสนใจไหมครับ
ใครคนหนึ่งในที่นี้หมายถึงใครคนที่เราประทับใจ อาจจะเป็นผู้หญิงที่เราแอบชอบ หรืออาจจะเป็นคนอื่นที่เราอยากให้เขาเห็นความสำคัญของเรา
ใครคนหนึ่งที่ว่านี้คงจะมีอะไรบางอย่างโดนใจเราเป็นพิเศษ เช่น ท่าทีสบายๆ หน้าตาดี มีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษ หรือบางครั้งอาจจะถูกชะตาอย่างหาเหตุผลไม่เจอ
เมื่อเกิดความรู้สึกเช่นนี้ สำหรับผมแล้ว ความรู้สึกที่ตามมาก็คืออยากโชว์ความเก่งที่ตัวเองมีออกไปให้เขาเห็น
ยกตัวอย่างเช่น รุ่นน้องคนหนึ่งกำลังเล่นบาส พอรุ่นพี่ที่เป็นฮีโร่ในดวงใจผ่านมาดู ก็เกิดความรู้สึกอยากแย่งลูกจากเพื่อนมาโชว์ท่าเลย์อัพสวยๆ
ผมคิดว่าผมพอจะเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ เพราะผมเป็นออกบ่อย เท่าที่ผมสังเกตจากตัวผมเอง ผมแบ่งความรู้สึกแบบนี้ได้เป็น 2 แบบ
1.ต้องทำอะไร เจ๋งๆเด่นๆ ให้เธอหรือเขาร้องว้าวในใจ
2.อย่าทำพลาด อย่าทำงึกๆงักๆต่อหน้าเธอหรือเขาเชียวนะ
สำหรับข้อ 2 นั้นผมเป็นบ่อยมากครับ ยิ่งตอกย้ำเท่าไหร่ก็ยิ่งพลาด ยิ่งเกร็งจนแสดงความทุเรศออกไป ผมเป็นบ่อยจนเริ่มเข้าใจกลไกของมัน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังทำอะไรกับความรู้สึกนี้ไม่ได้ ทุกข์ใจมาจนถึงทุกวันนี้
มาที่ข้อ 1 ซึ่งผมจะขอเน้นที่ข้อนี้นะครับ ขออนุญาตยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงของผมแล้วกันครับ ในชั้นเรียนผมไปสนใจเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเข้า(ไม่ถึงขั้นปิ๊งหรอกครับ) ผมก็พยายามแสดง(อวด)ความฉลาดโดยการตอบคำถามครู ทำตัวเองให้ร่าเริงในสายตาคนอื่น สายตาผมก็คอยชายดูเธอว่าเธอสนใจเราบ้างไหม แต่เปล่าเลยครับ ทีแรกที่ผมยังทำตัวปรกติธรรมดา ผมยังแอบเห็นว่าเธอสนใจผมบ้าง(แค่สนใจอ่ะนะครับ) มากกว่าในตอนนี้เสียอีก
อย่าเพิ่งส่ายหน้าแล้วกดปิดหน้าต่างไปเสียล่ะครับ ผมคิดว่าเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้อาจจะยังเกิดขึ้นกับอีกหลายคน แม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม
หลังจากที่รู้ว่าเธอไม่ได้สนใจอะไรผม ผมก็มาถามตัวเองว่าเรายังไม่ดีที่ตรงไหน คำตอบที่ได้เป็นการถามตัวเองกลับครับ นั่นคือ… คุณเป็นคนดีแล้วหรือยัง คนดีในความเห็นของผมคือคนที่ทำสิ่งดีๆเป็นส่วนใหญ่
การแสดงความฉลาดให้คนอื่นเห็นเพื่อยกยอตัวเองเป็นสิ่งดีไหม ผมว่าไม่นะครับ การทำตัวร่าเริงเพื่อให้เป็นที่ชื่นชมในสายตาคนอื่น ถือเป็นความดีไหม ผมก็ว่าไม่เช่นกันนะครับ ผมว่าบ่อยครั้งมนุษย์จะมีเซ็นส์ในการแยกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มว่า มาจากความจริงใจหรือไม่ รอยยิ้มที่เผื่อแผ่ความปรารถนาดีกับรอยยิ้มที่มุ่งบำรุงหน้ากากตัวเอง ผมเชื่อว่าผู้อ่านหลายคนก็คงแยกออกได้ด้วยเซ้นส์เช่นกันครับ (เรื่องแบบนี้ เด็กจะมีsenseที่เร็วมาก)
ผมนึกย้อนดูตัวเองว่าช่วงนี้ได้ทำความดีอะไรบ้าง เท่าที่นึกได้นั้นไม่มีเลย และพอคิดว่าเดี๋ยวจะทำความดีอะไรได้บ้าง ช่วงหนึ่งนาทีนั้นผมคิดไม่ออก ให้ดิ้นตายเถอะครับ! และนาทีต่อมาผมค่อยคิดได้ว่า เก็บขยะ โอ้ว! พระเจ้าช่วยมันกล้วยมาก การคิดเรื่องดีๆผมกลับด้อยกว่าเด็กอนุบาลบางคนเสียอย่างนั้น
ผมคิดว่าการใส่ใจกับบางสิ่งมากเกินไปจะทำให้เผลอละเลยบางสิ่งไปโดยไม่รู้ตัวนะครับ เช่น วัยรุ่นที่ลุ่มหลงในความรักจนลืมเลือนพระคุณของพ่อแม่ การที่คนเรามุ่งมั่นแต่จะทำให้ตนเองเก่งก็อาจจะทำให้ความคิดที่จะทำดี เลือนหายไป
ผมแอบไม่สนับสนุนถ้อยคำที่ว่า ให้ตัวเองเก่งก่อนแล้วค่อยทำความดี ครับ เพราะเมื่อเราเก่งจนถึงขั้นนั้นที่เราคิดว่าพอใจ ความคิดที่อยากจะทำดีก็อาจจะเลือนหาย มองไม่เห็นคุณค่าของการทำดีอีกต่อไป ถ้าจะเริ่มก็ต้องมาเริ่มใหม่อย่างเช่น คิดเก็บขยะ แต่งานเก็บขยะก็เป็นงานที่ดีและทำได้ง่ายนะครับ ผมคิดว่าจิตคิดดีก็ต้องได้รับการปลูกฝังไม่ต่างจากการฝึกฝนถึงจะมีได้ ถ้าไม่หมั่นรดน้ำก็จะเฉาตาย วัชพืชต่างๆก็จะขึ้นมาแทนที่
ผมว่าทางที่ดีควรจะพัฒนาความสามารถควบคู่ไปกับการทำความดี เท่าที่สมรรถภาพของเราจะเอื้ออำนวย(การเบียดเบือนตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องดีนะครับ หุๆ) และเมื่อถึงวันที่เราเก่งสมใจ เมื่อนั้นเราก็พร้อมที่จะนำความเก่งของเราไปทำเรื่องดีๆที่ยิ่งใหญ่ได้ในทันที
นี่เป็นแค่การแสดงความคิดเห็นส่วนตัวครับผม ไม่ได้ตั้งใจยัดเยียดความคิดอะไรใส่หัวผู้อ่านหรอกครับ ใครเห็นอย่างไรก็ลองแสดงความคิดเห็นก็ได้นะครับ ที่ผมเขียนบทความ(เรียกว่าบทความได้ไหมนี่)ชิ้นนี้ก็เพราะอยากทำอะไรดีๆบ้าง ตอนนี้ผมคิดได้แค่นี้ล่ะครับ หวังว่านอกจากจะจับผิดผมเพื่อความสะใจ ผู้อ่านทุกท่านจะเกิดแรงจูงใจอยากทำความดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย ผมมีคำกล่าวอยู่ท่านหนึ่ง จำไม่ได้ว่าปราชญ์ท่านใดเป็นคนกล่าว แต่ประทับใจผมมาก
“ถ้าเราเปิดใจ แม้แต่เด็กทารกก็สอนเราได้”
ขอบคุณที่อ่านนะครับ